21 มีนาคม 2554

มี “แฟน” บน Facebook ช่วยธุรกิจของท่านได้

ถึงเวลานี้เวลาพบใครต่อใครเราคงไม่ถามคำถามเชยๆที่ว่า คุณมี Facebook หรือเปล่า เพราะกระแสนิยมของเว็บแห่งนี้ก็คล้ายเบอร์โทรศัพท์มือถือ บางคนมีมากกว่าหนึ่งบัญชีด้วยซ้ำ จะให้ดีควรถามว่าคุณมี เพื่อน ใน Facebook เท่าไหร่แล้วมากกว่า

ต้องยอมรับว่า Facebook ทำให้โลกของเรา แคบ ยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเรามีบัญชีกับ Facebook โปรแกรมมันจะแสดงผลให้เราพบเพื่อนมากมาย อาจจะเป็นเพื่อนสมัยเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนจังหวัดเดียวกัน เพื่อนของเพื่อน ฯลฯ

เพื่อนที่ไม่ได้ติดต่อกันนานหลายปี ที่อยู่ เบอร์โทรหายไปหมดแล้ว แต่ก็ได้มาพบกันที่ Facebook คนไม่รู้จักแต่มีรสนิยมคล้ายๆกันก็คุยกัน ทักกันได้ กล่าวได้ว่า Facebook ทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้น เผลอเดี๋ยวเดียวก็มีรายชื่อเพื่อนในบัญชีเป็นร้อยๆรายแล้ว

เพื่อนมีเยอะแล้ว มี แฟน ดีกว่า นั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเพลงอุดม แต้พานิช แต่เป็นสิ่งที่ผมคิดได้ก่อนเขียนคอลัมน์ครั้งนี้ เพราะแฟนที่ว่าหมายถึง แฟนเพจ ซึ่งก็คือบัญชีของ Facebook ในอีกลักษณะหนึ่ง

แฟนเพจของ Facebook มีลักษณะคล้ายๆเว็บแฟนคลับ มันเหมือนบัญชีบุคคลทั่วไปของ Facebook แต่ไม่ต้องมีการส่งคำขอเป็นเพื่อน แล้วรอการตอบรับ เพียงกดปุ่ม ถูกใจ ท่านก็มาสามารถมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นกับเครือข่ายสังคมนั้นได้ทันที

โดยทั่วไปแล้วคนเรามักมีหลายบทบาท ทั้งตำแหน่งในงานประจำ ครอบครัว ธุรกิจส่วนตัว งานสาธารณะกุศล Facebook ตอบสนองความต้องการนี้ด้วยการที่ให้คนๆหนึ่งนอกจากมีบัญชีส่วนบุคคลแล้ว ยังสามารถมีแฟนเพจได้อีกหลายบัญชี

เมื่อเราเขียนสิ่งใดลงในกระดานข้อความ มันจะปรากฏสู่สายตาเพื่อนในบัญชีของเราทั้งหมด เพื่อนๆได้รู้ความเป็นไปของกันและกันในเวลาอันรวดเร็ว สิ่งนี้เป็นเสน่ห์ทำให้ Facebook ได้รับความนิยมอย่างสูง

สำหรับใครที่ทำธุรกิจส่วนตัวและที่มีบัญชีบุคคลกับ Facebook อยู่แล้ว ท่านสามารถเพิ่มหน้าแฟนเพจสำหรับหาเพื่อนและว่าที่ลูกค้าขึ้นมาอีกบัญชีได้ เพราะเพื่อนทั่วๆไป เราก็คงอยากคุยเรื่องทั่วไป ไม่อยากนำเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

สมัครใช้งานฟรีที่ www.facebook.com/pages/create.php

ท่านสามารถสร้างแฟนเพจได้มากกว่า 1 บัญชี และบัญชีต่างๆที่จะสร้างขึ้นก็แบ่งออกเป็น 6 ประเภทตามวัตถุประสงค์การใช้งาน คือ ธุรกิจท้องถิ่น, บริษัทหรือองค์กร,ตรายี่ห้อหรือผลิตภัณฑ์, ศิลปินหรือบุคคลสาธารณะ, บันเทิง, และชุมชน ลองเข้าไปศึกษาดูนะครับ

Facebook เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก และให้ใช้งานฟรี นักธุรกิจใช้แฟนเพจสะสมลูกค้าและว่าที่ลูกค้า นักร้องนักแสดงใช้สะสมแฟนคลับ นักการเมืองใช้สะสมมวลชนเพื่อคะแนนเสียง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

www.facebook.com/bodyslamband แฟนเพจของนักร้องบอดี้สแลม มี 4.5 แสนคน

www.facebook.com/Beckham เดวิด เบคแฮม มี 8.6 ล้านคน

www.facebook.com/Abhisit.M.Vejjajiva นายกอภิสิทธิ์ มี 5.8 แสนคน

www.facebook.com/markzuckerberg มาร์ค เจ้าของเฟสบุ๊คมี 3.6 ล้านคน

Facebook ที่อยู่ในรูปองค์กรธุรกิจยังใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารแบบ 2 ทางกับลูกค้าได้ ใช้ประชาสัมพันธ์สินค้า ประกาศโปรโมชั่น หรือเชิญชวนคนให้ร่วมกิจกรรมต่างๆ การทำตลาดผ่าน Facebook จะมีเครื่องมือหลายอย่างทำให้เกิดการรับรู้ต่อๆกันไปไม่สิ้นสุด

เช่นมีปุ่ม แบ่งปัน ให้หัวข้อบนแฟนเพจนั้นขึ้นมาอยู่ที่ Facebook ของเราให้เพื่อนเห็น เมื่อเราแสดงความคิดเห็นในหน้าใด เพื่อนของเราก็จะเห็นด้วย เมื่อเพื่อนมาแสดงความเห็นต่อ เพื่อนของเพื่อนก็จะได้เห็นอีก

ข่าวสารข้อมูลจะแพร่กระจายไปจากจอ(คอมพิวเตอร์หรือมือถือ)หนึ่งไปยังเครื่องอื่นๆ จากเพื่อนสู่เพื่อน ปากต่อปาก เหมือนโรคติดต่อที่แพร่เชื้อไปในอากาศ(Viral Marketing) ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง แฟนเพจ บนเฟสบุ๊คที่ประสบความสำเร็จต่อไปนี้มีผู้มากดปุ่มถูกใจนับแสนราย

www.facebook.com/gthchannel แฟนเพจค่ายหนัง GTH จะคอยเปลี่ยนรูปประจำตัวเป็นหนังที่กำลังอยู่ในโรงภาพยนตร์เรื่องล่าสุด มีเมนูวีดีโอของเบื้องหลังการถ่ายทำ นักแสดงนำตอบปัญหาทางบ้าน มีอีเว้นต์ของสินค้าที่สนับสนุนรายการ มีคนกดปุ่มถูกใจ 3.4 แสนรายแล้ว

www.facebook.com/adaymagazine นิตยสารวัยรุ่นค่ายนี้ใช้สื่อออนไลน์ทำการตลาดเข้าได้ถึงกลุ่มเป้าหมาย เพราะธรรมชาติของนิตยสารจะอยู่ได้ด้วยโฆษณา ต้นทุนหนังสือแพงกว่าราคาขาย ยิ่งขายมากยิ่งขาดทุน แต่เมื่อมาอยู่บนเว็บตอนนี้มีคนกดปุ่มถูกใจแล้ว 1.5 แสนราย

www.facebook.com/StarbucksThailand กาแฟสัญชาติยุโรปที่มีสาขาทั่วโลก มีคนไทยหลงใหลในกลิ่นกาแฟอินเตอร์นี้ 1.1 แสนราย เฟสบุ๊คของสตาร์บั๊คประเทศไทยมีเว็บบอร์ดให้คนมาแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ และถามคำถาม

จากตัวอย่างสมมุติค่ายหนัง GTH ทำการตลาดจนคนที่เป็นแฟนคลับแค่ 1 ใน 3 อยากไปดูหนังเรื่องล่าสุด 100,000 คน ไปดูหนังตั๋ว 100 บาท หนังเรื่องนี้ทำรายได้แล้ว 10 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงหนังยังมีการทำประชาสัมพันธ์ทางช่องทางอื่นอีก ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายสูงทั้งสิ้น

แฟนเพจของเฟสบุ๊คข้างต้นคงเป็นไอเดียให้ท่านสร้างแฟนเพจของคนเองขึ้นมาได้ นอกจากใช้เผยแพร่ข่าวสารแล้ว แฟนเพจยังใช้เป็นเครื่องมือพาคนเข้าเว็บไซต์ที่ท่านมีอยู่แล้วได้ด้วย ช่วยประหยัดค่าโฆษณาไปได้อีกมาก

อย่างนี้แล้วคงจะเห็นว่า แฟน(เพจ) บน Facebook ช่างน่าคบหาไม่แพ้เพื่อนคนอื่นๆเลยใช่ไหม.

15 มีนาคม 2554

7 เซียน “เศรษฐีออนไลน์”

ก่อนอื่นขอแจ้งข่าวว่าคอลัมน์ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้รวมเล่มเป็นหนังสือเรียบร้อยแล้วครับ ในชื่อเดียวกับคอลัมน์ คือ เศรษฐีออนไลน์ ตามไปอุดหนุนที่ร้านหนังสือใกล้บ้านท่านได้แล้วนะครับ หรือจะซื้อที่เว็บสำนักพิมพ์มติชนก็ได้ส่วนลด 15% ตามที่อยู่นี้ http://tinyurl.com/6bos77y

ผมเขียนคอลัมน์นี้เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้วพร้อมๆกับการท่องไปในโลกไซเบอร์ พบสิ่งใดน่าสนใจก็นำมาเล่าต่อกันฟัง ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าบนแผงหนังสือมีเรื่องเกี่ยวกับหารายได้ผ่านเว็บกันบ้างแล้ว แต่ก็เป็นขั้น ลึกไม่มีข้อมูลในแนว กว้าง ที่จะบอกว่าการทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตมีอะไรและทำสิ่งใดได้บ้าง

ผมจึงใช้พื้นที่นี้พาผู้อ่านสำรวจแหล่งข้อมูลต่างๆไปด้วยกัน ทั้งเว็บในประเทศและต่างประเทศ พบเรื่องน่าสนใจต่างๆมากมาย รูปแบบการทำธุรกิจออนไลน์ต่างๆ ท่านสามารถร่วมทำธุรกิจกับเขา หรือประยุกต์เอาไอเดียมาทำธุรกิจของตนเองก็ได้ เจตนาของคอลัมน์นี้ต้องการเป็นเหมือนบันไดขั้นต้นที่จะพาผู้ที่สนใจไปสู่ความรู้ชั้นสูงในเรื่องอื่นๆต่อไป

สำหรับชื่อคอลัมน์นั้นผมตั้งให้สอดคล้องกับชื่อนิตยสาร เส้นทางเศรษฐี ด้วยมีเจตนารมณ์เดียวกันคือต้องการแนะนำอาชีพ และส่งเสริมผู้ประกอบการ เพียงแต่คอลัมน์ของผมเป็นอาชีพของผู้ประกอบการในโลกไซเบอร์

คนเขียนคอลัมน์ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี มิได้แปลว่าเป็นเศรษฐี คนเขียนหนังสือเศรษฐีออนไลน์ก็เช่นกัน เราเป็นเพียงผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้อ่านเท่านั้น ไอ้เรื่องทดลองทำเองนั้นก็ทำอยู่ ไม่ได้เสียหาย แต่คงไม่ได้เป็นกอบเป็นกำเหมืนคนที่เขาทำจริงจัง

หลายคนคงอยากทราบว่าผมมีรายได้จากอินเตอร์เน็ตเท่าไหร่ บอกได้นิดหน่อย คือ เฉพาะเรื่องร่วมค้าขายกับเว็บอื่น ตั้งแต่ต้นปีผมได้รับเช็คจากต่างประเทศมา 2 ใบคือ www.ClickBank.com และ www.yahoo.com รวมเป็นเงินประมาณประมาณ 200 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ไม่มากมาย แค่ขำขำ เพราะเราก็ไม่ได้ใช้เวลากับมันเยอะ

พูดถึงคนที่มีรายได้จากอินเตอร์เน็ตเป็นรายได้หลัก อาจจะไม่ถึงขั้นเป็นเศรษฐีเหมือนเจ้าของเว็บในต่างประเทศ แต่ก็เลี้ยงตัวได้อย่างสบาย ครั้งนี้ผมจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักสัก 7 คน เป็น 7 เซียนที่เข้าขั้นปรมาจารย์ คือเขียนหนังสือและจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่ผู้คนมาแล้วมากมาย ดังต่อไปนี้

1.ฉายาของเขาคือเจ้าพ่อ e-commerce เมืองไทย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เจ้าของเว็บ www.tarad.com เว็บสำเร็จรูปขายสินค้า และให้บริการด้านอื่นๆอีกมากมาย ทั้งจดโดเมนเนม เช่าโฮสต์ โฆษณา บริการช่องทางชำระเงิน อบรมสัมมนา ผลิตหนังสือ ฯลฯ

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมสาสตร์ ม.รังสิต ปริญญาโท 2 ใบจาก ม.อัสสัมชัญ ด้าน Internet & E-Commerce และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดตามเว็บส่วนตัวของเขาได้ที่ www.pawoot.com

2.ตราวุฒิ เหลืองสมบูรณ์ ผู้เขียนหนังสือ Google Make Me Rich และ Google AdWords โปรโมทเว็บ(ไซต์)ให้ดังศาสตร์ เป็น นักการตลาดแอฟฟิลิเอท (Affiliate Marketing) อันดับต้นๆของเมืองไทย ครั้งหนึ่งในงานสัมมนา ผมเคยเห็นเขาโชว์เช็คเงินสดจากเว็บที่เขาทำการตลาดให้จำนวน 6 หมื่นเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ 2 ล้านบาท)

ตราวุฒิสามารถส่งลูกค้ามาสมัครลงโฆษณากับกูเกิ้ล หรือ Google AdWords จำนวนถึง 1,000,000 ราย จนได้ใบรับรองจากกูเกิ้ล เขาเรียนจบวิศวะ สาขาเทเลคอมมิวนิเคชั่น จากพระจอมเกล้าเจ้าลาดกระบัง แล้วไปเรียนต่อปริญญาโท ที่อเมริกา

3. ชาญวิทย์ จตุวีรพงษ์ อดีตโปรแกรมเมอร์ของตลาดหลักทรัพย์ และเขียนโปรแกรมให้กับบริษัทใหญ่ๆหลายแห่ง ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่แคนนาดา เจ้าของเว็บ www.thaiadpoint.com สร้างรายได้ให้กับผู้เล่นเน็ต โดยเป็นสื่อกลางให้กับผู้ลงโฆษณา และผู้เข้าชมเว็บปัจจุบันเว็บแห่งนี้มีสมาชิกกว่า 3 แสนคน มีรายได้จากอินเตอร์เน็ตมากขนาดไหน เอาเป็นว่าเขาและครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ(ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก)ได้อย่างไม่เดือดร้อนก็แล้วกัน

4.จอห์น เรดเตอร์ เป็นชื่อในวงการของเขา เจ้าของเว็บ www.Redtor.com บล็อกเกอร์จากเมืองอุบลราชธานี เจ้าของสถิติหาคนเข้าเว็บได้มากสุด 40,000 คน ต่อวัน ได้เงินจาก Adsense มากสุด 46,000 บาทต่อเดือน ได้เงินจาก Amazon มากสุด 210,000 บาทต่อเดือน โดนแบนจากเจ้าของเว็บก็หลายครั้ง มีลีลาการเขียนบล็อกที่ยียวนกวนใจ ชอบแต่งเพลง และนำมาโพสต์ให้ฟังกันบ่อยๆ

5.สิทธิศักดิ์ บุญมาก ผู้เขียนหนังสือ สอนให้รวยด้วย Amazon เจ้าของเว็บ www.makemany.com บล็อกการตลาด นำเสนอข้อมูลข่าวสาร เทคนิคและกลยุทธในการทำการตลาดออนไลน์ การปรับแต่งเว็บให้ติดอันดับการค้นหา(SEO), สร้างรายได้กับ Amazon ตัวเลขที่โชว์บนเว็บ เขาเคยทำได้ 5,000-8,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเลยทีเดียว

6. พิมพ์พร นรินทร์โท หรือ อ.อ้อ วิทยากรอิสระของหลายสถาบัน เจ้าของเว็บ www.ilearn.in.th แหล่งองค์ความรู้ทางด้าน Internet Marketing Learning Center เช่น สอนวิธีการเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ การสร้างรายได้จากอเมซอน Amazon Associates

7.คนสุดท้าย คือ พีร์ บุญชนะวิวัฒน์ เป็นเซียนหุ้น เจ้าของหนังสือขายดี 7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด เขาเป็น Proprietary Trader ให้กับบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง อาชีพนี้เปรียบเสมือนมือปืนรับจ้างที่คอยลั่นไกทำกำไรจากตลาดหุ้น ให้กับผู้จ้างวาน ในหนังสือเขียนไว้ว่ารายได้ไม่น้อยหน้าซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่เลย

ติดตามงานของเขาได้ที่ http://wizard-kids2m.blogspot.com

เนื่องจากระยะหลังผมเขียน ถึงการค้า ทองและ ยางพารา ซึ่งเป็น อนุพันธ์ ในกลุ่มของหุ้น สามารถซื้อขายกันทางอินเตอร์เน็ตได้ ใน 7 เซียนเศรษฐีออนไลน์จึงมีกูรูเรื่องหุ้นอยู่ด้วย คงไม่ว่ากันนะครับ

ตัวอย่างบุคคลทั้งหมดนี้คงทำให้คนที่อยากมีธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตมีกำลังใจ และอุ่นใจในการก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้มากขึ้นนะครับ.

.............................................................................................

25 กุมภาพันธ์ 2554

ซื้อขาย(ล่วงหน้า)ยางพาราออนไลน์


ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เกษตรกรหน้าบานเป็นที่สุดเพราะผลผลิตการเกษตรหลายๆชนิดราคาดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท้องที่ที่ผมอาศัยอยู่ชาวบ้านนิยมปลูกมันสำปะหลัง ตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 4 บาทแล้ว ยางพาราก็กำลังจะใกล้ๆ 200 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรร่ำรวยออกรถเป็นว่าเล่น รถกระบะขายดีจนบางโชว์รูมไม่มีจะขาย น่าอิจฉา...

เพื่อนของผมคนหนึ่งที่นี่แอบกระซิบว่าเขามีรายได้จากยางพาราครึ่งเดือน 1 แสนบาท นั่นทำให้ผมอิจฉาตาร้อนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูน แม้จะราคาดีเหมือนกัน แต่ยางพาราไม่เหมือนกับมันสำปะหลัง เพราะมันสำปะหลังเป็นพืชล้มลุกต้องปลูกทุกปี ทว่ายางพาราปลูกครั้งเดียว เมื่อได้กรีดแล้วก็กรีดไปได้อีกยี่สิบกว่าปี แทบไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีก

เพราะเมื่อถึงเวลากรีดยางก็จะมีแรงงานมารับจ้างกรีดให้ เขาจะดูแลยาง ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช จนถึงขั้นนำไปขายแล้วโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารให้เสร็จ โดยแบ่งรายได้กับเจ้าของสวน 40:60 เพื่อนของผมคนที่ว่าเขาบอกว่าจะเกษียณตัวเองในอีก 4-5 ปีข้างหน้านี้ ถึงตอนนั้นอายุก็เพิ่งจะย่างเข้า 40 จะไม่ให้อิจฉาได้ยังไง

ผมเองก็ตั้งใจว่าจะปลูกยางพาราปีนี้เหมือนกัน แต่การต้องรอให้ต้นยางโตอีก 7 ปี กว่าจะได้กรีด สงสัยจะรวยไม่ทันเพื่อน จึงต้องคิดหาทางทำอะไรบางอย่าง เดือนกว่าๆที่ผ่านมานี้ผมจึงเข้าเว็บตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า www.afet.or.th เพื่อศึกษาข้อมูล พบว่าที่นี่มีการซื้อขายสัญญายางพาราอย่างเป็นล่ำเป็นสัน น่าสนใจดีทีเดียว

สัญญาซื้อขายยางพาราล่วงหน้าหรือ Rubber Futures Contract เป็นสัญญาที่จัดทำอย่างเป็นมาตรฐานว่าในอนาคต อีก 6-7 เดือนข้างหน้า จะซื้อยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ที่ราคาเท่าไหร่ มันจึงเป็นเครื่องมือให้เกษตรกรและผู้ที่รับซื้อยางพาราใช้บริหารความเสี่ยงจากราคายางที่ผันผวนได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าเกษตรกรเปิดสัญญา ขาย เอาไว้ที่ราคาสูง แล้วในอนาคตยางราคาตกต่ำ ถึงเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายยางพาราในตลาดจริงลดลง แต่จะได้กำไรจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ามาชดเชยแทน

ในทำนองเดียวกันผู้รับซื้อยางพาราที่ไม่อยากมีภาระเรื่องลงทุนเก็บรักษายางเอาไว้ แต่ก็กลัวว่าในอนาคตยางจะราคาขึ้น ก็สามารถเข้ามา ซื้อ สัญญาซื้อขายยางล่วงหน้าราคาที่ตนเองพอใจเอาไว้ได้เช่นกัน และเมื่อถึงเวลาราคาขึ้นจริงๆ ก็สามารถเอากำไรจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าไปชดเชยตลาดจริงได้

สัญญาซื้อขายล่วงหน้ายางฯยังเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนใช้แสวงหาผลกำไรจากราคายางที่ผันผวนได้อีกด้วย การซื้อขายสัญญาล่วงหน้านั้น จะเหมือนกับการซื้อขายสินค้าอื่นๆ ทั่วไป คือ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เสนอราคาซื้อและผู้เสนอราคาขายสามารถตกลงซื้อขาย ณ ราคาที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ

กำไรจะเกิดขึ้นเมื่อซื้อได้ถูกขายได้แพง โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องมีสินค้าจริงๆอยู่ในมือ และสามารถเปิดสัญญาซื้อหรือขายก่อนก็ได้ หากทิศทางราคาไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็ขาดทุนได้เช่นกัน และตราบใดที่ผู้ซื้อผู้ขายยังมีความต้องการ สัญญาล่วงหน้าก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่จำกัด

เมื่อต้องการซื้อขายสัญญาล่วงหน้ายางฯ ท่านต้องเปิดบัญชีกับบริษัทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าหรือโบรกเกอร์ ตามรายชื่อต่อไปนี้ www.afet.or.th/v081/thai/member/broker.php จากนั้นจึงวางหลักประกันขั้นต้น ประมาณ 3-5% ของมูลค่าสัญญา สำหรับยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ต้องวางเงินประกันขั้นต้น 30,000 บาท

จากนั้นท่านก็สามารถซื้อขายสัญญาล่วงหน้าได้แล้ว ช่วงต้นแนะนำว่าให้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ท่านจะได้รับข้อมูลหลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และเมื่อท่านชำนาญมากขึ้นก็สามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้ท่านประหยัดค่าคอมมิชชั่นได้ด้วย

มูลค่าของสัญญาล่วงหน้าจะเคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับราคาซื้อขายสินทรัพย์ในปัจจุบัน นักลงทุนทั่วไปจึงใช้ราคาในปัจจุบัน และการคาดการณ์ความต้องการซื้อขายในอนาคต เป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์มูลค่าของสัญญาล่วงหน้า ซึ่งสองปัจจัยนี้เองจะส่งผลให้ราคาที่ใช้ซื้อขายสัญญาล่วงหน้ามีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ราคายางยังขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นๆอีกหลายปัจจัยเช่น เศรษฐกิจ การเมือง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ฤดูกาล ราคาน้ำมัน ทองคำ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ราคายางที่ตลาดล่วงหน้าญี่ปุ่น หรือจีน ท่านสามารถเช็คข้อมูลเหล่านี้ได้ที่ http://rakayang.net

หน่วยการซื้อขายสัญญาล่วงหน้ายางพาราได้แก่ 5,000 กิโลกรัม หมายความว่า ถ้าวันนั้นเราเปิดสถานะซื้อเอาไว้ แล้วราคาขึ้นไป 1 บาทต่อกิโลกรัม เราจะได้กำไร 5,000 บาท คิดเป็น 16.66% ของเงินลงทุน นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ถ้าราคาลดลง 1 บาท เราก็จากขาดทุนในทำนองเดียวกัน

ทุกสิ้นวันจะมีการปรับสถานะทางบัญชี หากขาดทุนจนเงินใบบัญชีมีน้อยกว่าหลักประกันขั้นต่ำคือ 22,000 บาท ก็จะต้องมีการเติมเงินเข้ามา มิฉะนั้นก็จะถูกตัดออกจากระบบ การปิดสถานะของสัญญาสามารถทำได้โดยการส่งคำสั่งซื้อหรือขายที่ตรงกันข้ามกับตอนเปิด ไม่จำเป็นต้องถือสัญญาไว้จนถึงวันส่งมอบสินค้า

การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าจะมีสำนักหักบัญชี ทำหน้าที่ดูแลและสร้างความเชื่อมั่น รวมทั้งป้องกันการบิดพลิ้วของสัญญา นอกจากนี้ยังมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (...) ทำหน้าที่กำกับดูแลการซื้อขายล่วงหน้าให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

หลังจากศึกษามาได้สักระยะ ผมก็ไปเปิดบัญชีไว้กับโบรกเกอร์รายหนึ่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะนั้นราคายางประมาณ 175 บาทต่อกิโลกรัม ผมเปิดบัญชีไว้แต่ไม่ได้ทำการซื้อขาย ด้วยเหตุผลหลายๆเรื่อง ผ่านไป 15 วัน ราคายางขึ้นไปที่ประมาณ 195 บาท ปรับตัวขึ้นมาถึง 20 บาท !

เพราะไม่เด็ดเดี่ยว เดือนแห่งความรักในปีนี้ผมจึงพลาดเงินแสนไปอย่างน่าเสียดาย.

..................................................................................

6 กุมภาพันธ์ 2554

ค้าทองออนไลน์

ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดใช้ ตรุษจีนที่ผ่านมาได้อั่งเป๋ากันเท่าไหร่ครับ ทองราคาสูงอย่างนี้ ไม่รู้ว่ามีใครได้อั่งเปาเป็นทองหรือเปล่า คนที่ได้คงมีความสุขมากทีเดียว

ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อ 10 ปีก่อน ทองคำราคา 7 พันกว่าบาท เรียนจบปริญญาตรีมาก็เงินเดือนประมาณนี้ ทำงาน 1 เดือน ซื้อทองได้ 1 บาท ปัจจุบันทองราคาแตะ 2 หมื่นบาทแล้ว ขณะที่คนจบปริญาตรีเงินเดือนยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก นั่นหมายความว่าทำงาน 2 เดือนยังซื้อทองไม่ได้เลย ฟังแล้วก็หนักใจแทน

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องของรายได้เติบโตในอัตราที่น้อยเกินไป แต่สำหรับภาวะที่เงินเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลงเรียกว่าภาวะ เงินเฟ้อ เช่น สมัยเด็กๆผมเคยกินข้าวจานละ 10 บาทปัจจุบันกลายเป็น 25-30 บาทแล้วเป็นต้น

เงินเฟ้อร้อยละ 3 หมายความว่าเงินในมือเรา 100 บาท ครบ 1 ปีจะเหลือเพียง 97 บาทเท่านั้น มันจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของการออม ถึงแม้ว่าเราจะฝากเงินในธนาคาร ที่มีดอกเบี้ย(ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน)ก็ไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ เงินของเรายังคงลดลงเรื่อยๆอยู่ดี

คนโบราณจึงนิยมสะสมทรัพย์ในรูปของทอง ทองเป็นวัตถุสวยงาม มีปริมาณจำกัด สามารถแปรรูปเป็นเครื่องประดับได้หลากหลาย ทั้งกำไล สร้อย แหวน ที่สำคัญมันมีค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา การลงทุนในทองคำจึงน่าสนใจไม่เสื่อมคลาย และปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธีการ ดังที่ผมจะนำมาเล่าต่อไปนี้

ออมทอง

เดี๋ยวนี้ท่านไม่ต้องมีเงินก้อนก็ซื้อทองได้ ห้างทองหลายๆแห่งมีโปรแกรมให้ผ่อนชำระรายเดือน โดยยึดราคาวันที่ซื้อเป็นสำคัญ มีทั้งดอกเบี้ยน้อยๆ และไม่มีดอกเบี้ย เช่นที่ฮั่วเซ่งเฮงมีโปรแกรมออมทองเดือนละ 1,000 บาทผ่านการตัดบัญชีอัตโนมัติทุกเดือนลองศึกษารายละเอียดได้ที่ www.huasengheng.com

บริษัท ออสสิริส จำกัด เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือบ้านช่างทอง กรุ๊ป มีโปรแกรมออมเหรียญทองคำ 1,000 บาทต่อเดือน หรือทองคำแท่ง 10,000 บาทต่อเดือน ตรวจสอบสถานะได้ทางเว็บไซต์ www.ausiris.co.th

นอกจากนี้เว็บเกี่ยวกับทองคำที่น่าสนใจ ได้แก่ เว็บร้านทองแม่ทองสุก www.mtsgold.com ซึ่งมีสินค้าเกี่ยวข้องกับทองครบวงจร และสมาคมค้าทองคำ www.goldtraders.or.th เข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ครับ

กองทุนทอง

การลงทุนในทองคำ มิใช่ว่าต้องซื้อทองคำที่เป็นวัตถุจับต้องได้อย่างเดียว ท่านสามารถลงทุนในกองทุนทองคำได้อีกด้วย ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาหรือการโจรกรรม แต่ได้รับผลตอบแทนเทียบเท่าราคาทองจริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

กองทุนเปิดบัวหลวงโกลด์ จาก บลจ.บัวหลวง เครือธนาคารกรุงเทพที่มุ่งเน้นลงทุนในทองคำ ผ่าน SPDR Gold Trust กองทุนประเภท ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กองทุนนี้ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในทองคำแท่งความบริสุทธิ์ขั้นต่ำ 99.5% เพื่อให้ราคาหน่วยลงทุนเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคาทองคำ ซื้อได้ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป

เข้าไปอ่านได้ที่ http://tinyurl.com/4guz56p

นอกจากนี้ยังมีกองทุนเปิดเคโกลด์ ของเครือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีลักษณะการลงทุนคล้ายๆกัน วันก่อนผมฟังวิทยุเขาบอกว่าปีที่ผ่านมากองทุนนี้ทำกำไรได้เกือบ 25% เลยทีเดียว ลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10,000 บาท

ศึกษารายละเอียดได้ที่ http://www.kasikornasset.com/th/pages/K-GOLD.aspx

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ถ้าท่านสังเกตุราคาทองคำจะมีการปรับเปลี่ยนทุกวัน ขึ้นลงโดยอิงกับสถานการณ์ต่างๆ เช่น ราคาน้ำมัน ค่าเงินดอลล่าห์สหรัฐ การเมือง เทศกาล ฯลฯ บางวันขึ้นบางวันลง นี่เองเป็นช่องที่นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการเก็งทิศทางของราคาทองได้ด้วยโกลด์ฟิวเจอร์ส

โกลด์ฟิวเจอร์ส (Gold Futures) คือสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่าจะซื้อทองราคาเท่านั้นเท่านี้ในอีกกี่เดือนข้างหน้า ด้านหนึ่งมันคือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาทองคำในอนาคต แต่อีกด้านมันเป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ทำกำไรโดยใช้เงินลงทุนไม่สูงนัก ด้วยการวางหลักประกันขั้นต้นประมาณ 1-5 หมื่นบาทต่อสัญญา ท่านก็สามารถซื้อขายได้แล้ว

ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้ โกลด์ฟิวเจอร์ส จึงทำกำไรได้ทั้ง 2 ทิศทาง คือถ้ามองว่าทองจะขึ้นก็เปิดสัญญาซื้อเอาไว้ เมื่อราคาขึ้นก็ขาย หรือถ้าคิดว่าทองจะลงก็เปิดสัญญาขายเอาไว้ เมื่อทองลงก็ซื้อ ซื้อถูกขายแพง เมื่อไหร่ก็ได้กำไรเมื่อนั้น แต่ต้องระวังถ้าทิศทางราคาทองไม่ได้ขึ้นลงตามคาดก็ขาดทุนได้เช่นกัน

ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://www.tfex.co.th/th/investor_corner/knowledge_p7.html

โกลด์ฟิวเจอร์สมีอายุจํากัด ซึ่งแตกต่างจากหุ้นและทองคำจริงที่ไม่มีวันหมดอายุ หากผู้ลงทุนถือโกลด์ฟิวเจอร์สไปจนถึงวันครบอายุสัญญา ก็จะมีการปิดสถานะของสัญญาให้ผู้ลงทุนโดยอัตโนมัติ ผู้ลงทุนจะได้กำไรขาดทุนเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อหรือขายฟิวเจอร์สไว้ และราคาที่ใช้ชำระราคาวันสุดท้าย

การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สทำได้ง่าย สะดวก ผ่านระบบซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดอนุพันธ์ (TFEX ) โดยมีบริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) เป็นผู้ประกันการชำระราคาจากการซื้อขาย และมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงาน ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าในทุก ๆ การซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้

ราคาทองคำมีการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กับราคาหุ้น การลงทุนในทองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงให้กับท่านได้ แต่อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องทิ้งคำเตือนตามทำเนียมไว้ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ

........................................................................................

23 มกราคม 2554

ใช้เครื่องมือขั้นเทพ ของเฟสบุ๊คและกูเกิ้ลช่วยทำธุรกิจ

เมื่อเร็วๆนี้ผมอ่านพบข่าวที่น่าสนใจ 2 เรื่อง คือ หนึ่งยอดผู้ใช้บริการของ Facebook ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตสูงมากเป็นอันดับ 2 ของโลก อีกข่าวหนึ่งรายงานว่า งบโฆษณาของสื่อต่างๆในประเทศไทย ทีวียังครองแชมป์ ส่วนโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตยังมีอัตราการเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น...

เป็นไปตามกลไกตลาด ข่าวข้างต้นบอกเราว่าช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงบนอินเตอร์เน็ตอย่างเฟสบุ๊คที่มีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก ค่าโฆษณากลับไม่แพงอย่างที่คิด ข่าวดีคือมันเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ง่ายๆอีกด้วย

ล่าสุดผมได้ทดลองทำแคมเปญโฆษณาออนไลน์ชิ้นหนึ่ง เป็นการประยุกต์ใช้เครื่องมือฟรีของกูเกิ้ลในการทำเว็บ และนำไปทำโฆษณาในเฟสบุ๊ค ผลก็คือโฆษณาชิ้นนี้ผ่านสายตาคน 2.49 แสนครั้ง มีคนคลิกเข้าไปอ่านต่อ 171 ครั้ง ลงชื่อเป็นว่าที่ลูกค้าใหม่ 7 ราย โดยใช้เงินเพียง 18.55 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ(ประมาณ 6 ร้อยกว่าบาท)เท่านั้น

สินค้าที่ใช้ทำโฆษณานี้คือ ประกันบุตรสุดรักของไทยประกันชีวิต รายชื่อลูกค้า 7 รายหากขายได้ 1 คนก็นับว่าคุ้มค่ากับที่ทำโฆษณาไป

สร้างเว็บที่แอ็คทีฟด้วย Blogger.com และ Youtube.com

กระแสความแรงของภาพยนต์โฆษณาประกันบุตรสุดรักทางทีวี ส่งผลให้การทำตลาดต่อบนอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องง่าย เพราะเท่ากับเป็นการตอกย้ำใช้ผู้ชมได้รับรู้อีกครั้งหนึ่ง วิธีการคือเอาคลิปโฆษณาชิ้นนี้ใน Youtube.com มาลงใน Blogger.com บล็อกฟรีค่ายกูเกิ้ล จากนั้นก็เขียนรายละเอียดของเนื้อหา

เหตุที่เลือกใช้ Blogger.com สร้างเว็บเพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย มีเมนูให้ผู้ที่เข้าชมเว็บนำเนื้อหาของเว็บเราไปบอกต่อเพื่อนทาง email ,Facebook, Twitter โดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างปุ่มเปล่านั้นขึ้นมาเองเลย

เว็บบล็อกที่สร้างขึ้นคือ http://naiprakan.blogspot.com จะมีทั้งรายละเอียดให้อ่านและภาพเคลื่อนไหวให้รับชม ทำให้ผู้ที่เข้าเว็บมีอารมณ์ร่วมได้มากกว่าเว็บที่มีแต่เนื้อหาอย่างเดียว อารมณ์ในการซื้อมีความสำคัญมากนะครับ เคยเห็นไหมที่ลูกค้ามีตังค์แต่ไม่มีอารมณ์ซื้อ การค้าขายก็ไม่เกิดขึ้น น่าเสียดายมาก

ภาพยนต์โฆษณาทางทีวีแต่ละชิ้นใช้เงินลงทุนนับสิบล้าน จุดประสงค์หนึ่งของเขาคือต้องการให้ผ่านสายตาของผู้มจำนวนมาก เมื่อเรานำมาใช้ประโยชน์บนเว็บของเราเท่ากับเป็นการเผยแพร่โฆษณาให้เขาอีกทอดหนึ่งได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

ท่านอาจทำคลิปที่แนะนำสินค้าและบริการของท่านเอง ด้วยเครื่องมือง่ายๆเช่นโทรศัพท์มือถือ แล้วนำไปแปะที่ Youtube.com ก่อนนำไปใช้ แต่ละวันมีผู้เข้ามาใช้บริการที่นี่มหาศาล ธุรกิจของท่านก็จะได้ประชาสัมพันธ์ที่นี่อีกช่องทางหนึ่ง

เพิ่มเครื่องมือที่ติดตามลูกค้าด้วย กูเกิ้ล ด็อกส์

ผู้ที่เข้าชมเว็บหลายรายมีโอกาสที่กลายเป็นลูกค้าต่อไป แต่การที่ผู้เข้าชมเว็บจะติดต่อกลับมามีโอกาสน้อยนัก จะเป็นเช่นนั้นได้สินค้าของเราต้องเป็นที่ต้องการมากๆ วิธีการคือทำช่องกรอกข้อมูลให้ลูกค้าใส่ email หรือเบอร์โทรให้เราติดต่อกลับไปได้

การทำแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล เป็นเครื่องมือฟรีของค่ายกูเกิ้ลอีกตัวหนึ่งชื่อ กูเกิ้ล ด็อกส์ สมัครใช้งานได้ที่ http://docs.google.com สร้างแบบฟอร์มขึ้นมาแล้วนำโค้ดมาแปะในเว็บบล็อกของเรา

ข้อแนะนำคือไม่ควรทำให้ลูกค้าต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวคราวเดียวมากเกินไป นึกถึงใจเขาใจเรา เป็นเราก็ไม่กรอกใช่ไหม ถ้าต้องการข้อมูลจำนวนมาก ควรขอเป็น 2 ครั้งขึ้นไป จะทำให้ได้ข้อมูลง่ายกว่า

เว็บบล็อกที่ค่อนข้างสมบูรณ์ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ไปสู่ขั้นตอนนำเว็บสู่สายตาของชาวโลก

โฆษณาเว็บบนเฟสบุ๊ค

ตัน โออิชิ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อก่อนเขาเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบพบปะนักข่าว แต่ภายหลังกลับทำตรงกันข้าม เพราะพบว่ามันเป็นช่องทางโฆษณาให้กับตนเองที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสียค่าเงินแม้แต่บาทเดียว

ความจริงบนเฟสบุ๊คมีช่องทางโฆษณาฟรีหลายส่วนด้วยกัน เช่นโพสต์บนกระดานของเราหรือเพื่อนๆแต่ก็ทำได้ในวงจำกัด การไปโพสต์ใน Marketplace ผมลองมาแล้ว ผลตอบรับไม่ดีนัก อย่างว่าของฟรีจะเอาอะไรนักหนา

ด้านขวามือของ Facebook เราจะเห็นโฆษณาต่างๆ เราสามารถสร้างโฆษณาเหล่านี้เองได้เช่นกัน เพียงท่านมีบัตรเครดิต(หรือบัตร B1 ธนาคารกรุงเทพ)ให้เรียกเก็บเงิน กดปุ่มสร้างโฆษณาแล้วทำตามคำแนะนำซึ่งเป็นเมนูภาษาไทยตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เรียบร้อย

โฆษณาที่สร้างขึ้นบน Facebook จะมีทั้งภาพและข้อความ ท่านสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่โฆษณาจะแสดงผลได้ เช่น อายุ เพศ การศึกษา จังหวัด ประเทศ ไปจนถึงความสนใจ ระบบจะมีการประเมินจำนวนผู้เข้าชมให้ด้วย สำหรับค่าโฆษณาส่วนใหญ่คิดราคาเป็นคลิกคลิกละประมาณ 3-7 บาทเท่านั้น

วิธีวัดความสำเร็จของการโฆษณา อาจดูได้จากยอดขายสินค้าและบริการที่มากขึ้น โฆษณาที่ดีๆ มีอิทธิพลถึงขั้นทำให้ลูกค้าเดินออกจากบ้าน หรือยกหูโทรศัพท์โทรไปซื้อสินค้าหรือบริการนั้นเลยทีเดียว

หวังว่าเครื่องมือดีๆจากกูเกิ้ลและเฟสบุ๊คจะทำให้ธุรกิจของท่านเติบโต มียอดขายถล่มทลาย นับเงินกันไม่หวัดไม่ไหวเลยนะครับ.

5 มกราคม 2554

ตอน ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าผ่านเน็ต


ปัจจุบันผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งทำให้พบความจริงข้อหนึ่งว่า คนบ้านนอกที่แต่งตัวมอมแมมเดินเท้าเปล่าหลายๆคนมีฐานะดีกว่าคนในเมืองที่ขับรถโก้หรูเสียอีก นั่นเพราะคนเมืองเมื่อขยับตัวแต่ละทีล้วนมีค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าอยู่ รถสวยๆเสื้อผ้าดีๆมีที่มาจากหนี้สินมากมายที่พวกเขาก่อขึ้นทั้งสิ้น

ต่างจากคนบ้านนอกที่ไม่พกเงินออกจากบ้านเป็นวันๆก็ยังได้ อาหาร ยารักษาโรคหาได้จากพืชผักสมุนไพรริมรั้ว บวกกับการทำเกษตรอินทรีย์ที่มีการส่งเสริมกันอย่างเข้มข้น ช่วยลดการใช้เคมีทางการเกษตรลง เมื่อขายผลผลิตได้กำไรจึงเป็นของเกษตรกรเน้นๆ

ที่นี่ผมพบกับเกษตรกรที่ปลูกผักขายมีรายได้วันละ 1 พันกว่าบาท เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดรายได้เดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท หรือเกษตรกรเจ้าของสวนยางพาราที่กำลังราคาดีครึ่งเดือนมีรายได้ 1 แสนบาท มันสำปะหลังที่แต่ก่อนราคาประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อกิโล เดี๋ยวนี้กลายเป็น 3 บาทกว่า ทั้งโรงงานแป้ง และโรงงานผลิตน้ำมันแย่งกันซื้อ

เมื่อเร็วๆนี้คุณธนินทร์ เจียวรานนท์ เจ้าของซีพี ได้แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่าประเทศไทยมีน้ำมันบนดินได้แก่พืชผลทางการเกษตร สมควรที่รัฐบาลจะหันมาให้ความสนใจส่งเสริมกันมากๆ แต่เมื่ออยู่ในบ้านเมืองนี้ขืนรอรัฐบาลก็เป็นอันอดตายกันพอดี ศาสตร์ด้านการเกษตรหลายๆแขนงเอกชนจึงพัฒนาไปไกลกว่ารัฐมากแล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอคือราคาพืชผลที่มักขึ้นๆลงๆไม่แน่นอน เพราะกลไกการตลาดซึ่งมักไม่ได้ถูกกำหนดโดยเกษตรกร เมื่อผลผลิตใดราคาดีก็จะจูงใจให้เกษตรกรแห่กันไปเพาะปลูก เมื่อสินค้าล้นตลาดราคาก็ตกลงมา ขาดทุนกันถ้วนหน้า วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวมีการคิดและพูดถึงกันมาก หนึ่งในวิธีการนั้นก็คือตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

วิธีการที่เกษตรกรจะมั่นใจว่าราคาพืชผลทางการเกษตรจะไม่ตกต่ำในอนาคต และวิธีการที่โรงงานจะมั่นใจว่าต้นวัตถุดิบด้านการเกษตรจะไม่มีราคาสูงลิ่ว ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ด้วยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในราคาที่ทุกฝ่ายพอใจ เมื่อถึงเวลาที่ผลิตออกสู่ตลาดก็ส่งมอบสินค้าให้แก่กัน

แต่การทำสัญญาระหว่าเกษตรกรกับพ่อค้าดังกล่าว ทั้ง 2 ฝ่ายต้องรู้จักกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือสัญญาไม่มีมาตรฐาน อาจเกิดการ เบี้ยว หรือไม่ทำตามข้อตกลงกันขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(The Agricultural Futures Exchange of Thailand) หรือ AFET เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ที่จะส่งและรับมอบกันในอนาคต โดยตลาดจะทำการคัดเลือกสินค้า กำหนดระเบียบเงื่อนไข ดูแลการซื้อขายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมไปจนถึงจัดให้มีการส่งมอบและรับสินค้าอย่างเป็นระบบ

www.afet.or.th ปัจจุบันสินค้าที่นำมาซื้อขายล่วงหน้าได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ,ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ,ข้าวขาว 5% และ มันสัมปะหลังเส้น เกษตรกรสามารถเข้ามาบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ด้วยการขายสัญญาล่วงหน้าไว้ใน AFET เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวถ้าราคาตลาดจริงลดลง ก็ยังได้กำไรจาก AFET มาชดเชย

ด้านผู้ประกอบการที่เกรงว่าราคาขายผลิตผลการเกษตรจะราคาสูงขึ้น ก็สามารถเข้ามาซื้อสัญญาล่วงหน้าใน AFET หากราคาในตลาดจริงสูงขึ้น ผู้ประกอบการก็จะได้กำไรจากการซื้อสัญญาล่วงหน้าไปชดเชยราคาสินค้าที่สูงขึ้นในตลาดจริงได้

ถามว่าถ้าไม่ใช่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรเลยจะทำอะไรได้ ใน AFET ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาผลกำไรจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร คล้ายๆกับตลาดหุ้น เพียงแต่ว่านักลงทุนมีโอกาสทำไรทั้งในภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและต่ำลง

แหล่งความรู้วิธีการลงทุนใน AFET ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากที่นี่

เอกสารอ่านฟรี www.afet.or.th/v081/thai/learning/publication.php

ตารางสัมมนาฟรี ที่http://www.afet.or.th/v081/thai/learning/seminar.php

หากมีกำลังทรัพย์ก็แนะนำว่าลงทะเบียนเรียนแบบเสียเงินวิชาละ 500 บาท ที่นี่ www.afet.or.th/v081/thai/training/training.php จะได้ความรู้ลึกขึ้นไปอีกระดับ

เมื่อศึกษาข้อมูลจนพร้อมแล้วขั้นต่อไปคือเลือกเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ ตามรายชื่อต่างๆดังนี้ www.afet.or.th/v081/thai/member/broker.php จากนั้นก็วางเงินประกัน 3-5% ของมูลค่าสัญญา ประมาณ 10,000 - 24,000 บาท ตามชนิดของสินค้าเกษตรที่ต้องการซื้อขาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.afet.or.th/v081/thai/trading/margin.php

ถึงตอนนี้ท่านก็ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้แล้ว ท่านสามารถส่งคำสั่งซื้อขายโดยผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทนายหน้าฯ หรือส่งคำสั่งซื้อขายได้ด้วยตัวของท่านเองผ่านบริการ AFETDirect (Internet Trading) ซึ่งตรวจสอบสถานะได้ทุกสิ้นวันว่ามีกำไรหรือขาดทุน

ระบบ AFET Direct จะอาศัยโปรแกรม J-Trader ซึ่งประกอบด้วยการใช้งานที่เอื้ออำนวยให้ผู้ลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า มีความสะดวกสบายในการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต ตรวจสอบสถานะของคำสั่งซื้อขาย ราคาเสนอซื้อเสนอขายแบบ Real Time รวมทั้งยังแสดงพอร์ตการลงทุน พร้อมด้วยการคำนวณผลกำไร ขาดทุน จากการซื้อขาย

หากท่านถือสัญญาซื้อหรือขายจนถึงวันซื้อขายสุดท้าย ท่านต้องเข้าสู่กระบวนการส่งมอบรับมอบสินค้า (ยกเว้นสัญญาซื้อขายแบบ Both Options ที่ท่านสามารถเลือกได้ว่าจะรับมอบหรือส่งมอบสินค้าหรือไม่) ตามที่กำหนดในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ท่านสามารถทดลองซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.afetdirect.com มีเงินลงทุน 1,000,000 บาทให้ท่านทดลองเล่นด้วย เล่นคล่องๆได้กำไรบ่อยๆถึงเวลานั้นแล้วค่อยเปิดบัญชีซื้อขายกันจริงๆ อย่างไรก็ตามการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจ

การค้าในอนาคตเกิดขึ้นรวดเร็ว ทันสมัย ถ้าเราไม่อยากตกยุค ต้องหูตาไวและพยายามเรียนรู้ให้เท่าทัน.

23 ธันวาคม 2553

สร้างธุรกิจด้วยเว็บบอร์ด

พันทิปดอทคอม(pantip.com)เป็นเว็บเก่าแก่ คลาสสิก ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงรายแรกๆของไทย แต่ละวันมีผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ผมรู้จักเว็บแห่งนี้เพราะเพื่อนบอกว่า ถ้าต้องการรู้เรื่องใดและหาคำตอบไม่ได้ให้ไปโพสต์คำถามไว้ที่พันทิป เพียงไม่นานก็จะมีผู้เข้ามาตอบคำถาม ส่วนจะได้เรื่องหรือไม่นั้นก็พิจารณากันเอง

ภายในเว็บของพันทิปยังแบ่งออกเป็นห้องต่างๆตามความสนใจของผู้เข้าชม เช่นการเมือง สังคม รถยนต์ ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง เทคโนโลยี หนังสือ เพลง เกิดเป็นชุมชนของคนที่สนใจเรื่องเดียวกันทั่วประเทศ ...และข้ามประเทศด้วยเพราะพันทิปยังมี โต๊ะไกลบ้านให้คนไทยในต่างประเทศได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน

เว็บบอร์ดเป็นเหมือนกระดานสาธารณะ สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็น ไม่ได้มีแค่เพียงที่พันทิปแห่งเดียว เว็บยอดนิยมที่อื่นๆก็มักจะมีเว็บบอร์ดให้ผู้เข้าชมเว็บแสดงความคิดเห็นด้วย เช่น เว็บบอร์ดของสนุกดอทคอม http://webboard.sanook.com/forum สยามซ่า http://webboard.siamza.com เย็นตาโฟร์ http://webboard.yenta4.com

จุดเด่นของเว็บบอร์ด คือความรู้ความเห็นที่ได้จากที่นี่เป็นข้อมูลที่เปิดกว้าง มาจากหลายแหล่ง ไม่ใช่มาจากผู้เชี่ยวชาญคนใดคนหนึ่ง มีการถกเถียง วิเคราะห์ ตรวจสอบ มีการแสดงความเห็นด้วย เห็นต่าง หลากหลายแง่มุม ด้วยลักษณะเด่นเฉพาะตัวเช่นนี้รายใหญ่ๆจึงโดดมาเล่นด้วย เช่น กูเกิ้ล มี http://guru.google.co.thและ ยะฮูก็มี http://answers.yahoo.com

ดึงลูกค้าจากเว็บบอร์ดเฉพาะเรื่อง

ปัจจุบันความสนใจของผู้คนมีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เว็บบอร์ดแบบทั่วไปไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ จึงเกิดเว็บบอร์ดเฉพาะเรื่องต่างๆขึ้นมากมาย อาทิ

บอร์ดของรายการไอทีแบไต๋ไฮเทค http://www.beartai.com/webboard

บอร์ดของคนทำธุรกิจผ่านเน็ต http://www.thaiseoboard.com

บอร์ดของคนทำธุรกิจอีเบย์ http://community.ebay.co.th

บอร์ดของคนเลี้ยงแพะแกะ http://www.thaifeed.net/forum/forum_topics.asp?FID=5

บอร์ดเกษตรพอเพียง http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php

เมื่อท่านมีเว็บไซต์ของท่านเองแล้ว หากปล่อยไว้เฉยๆ จะพบว่ามีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บน้อยอย่างน่าใจหาย จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์เว็บให้เป็นที่รู้จัก และวิธีการหนึ่งที่ได้ผลมากๆคือดึงคนจากเว็บบอร์ด เพราะมันคือแหล่งชุมนุมของผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกัน เช่นเพื่อนของผมทำเว็บเรื่องการถ่ายภาพ ช่วงแรกเขาก็ได้ผู้เข้าชมล้นหลามจากบอร์ดเรื่องกล้องของพันทิพย์

ปกติเว็บบอร์ดจะใช้เป็นที่แสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลกันเพียงเท่านั้น ไม่ให้ขายสินค้า ถ้าต้องการทำเช่นนั้นให้ใช้บริการส่วนของคลาสสิฟายด์ แต่ก็มีหลายบอร์ด เช่น บอร์ดของผู้เลี้ยงแพะและแกะที่ขายของและแสดงความเห็นทำกันได้อย่างเสรี เพราะคนในบอร์ดเป็นเจ้าของฟาร์ม ทำธุรกิจเดียวกัน รู้จักคุ้นเคยกันกันเป็นอย่างดี

การประกาศขายของในบอร์ดที่ให้แสดงความเห็น หรือประกาศเรื่องผิดหมวดหมู่อย่างจงใจเพื่อการค้า ข้อความนั้นถือว่าเป็นการสแปมบอร์ด ถ้าเจ้าของเว็บตรวจพบก็จะลบข้อความนั้น และถ้ายังทำผิดกติกาอีก อาจมีผลให้ระงับบัญชีของผู้ใช้งานท่านนั้นได้ คล้ายๆกับการ Tag รูปจากคนไม่รู้จักในเฟสบุ๊ค ที่สร้างความรำคาญทั่วบ้านทั่วเมืองในขณะนี้

แต่ท่านสามารถประชาสัมพันธ์เว็บของท่านในบอร์ดต่างๆทางอ้อมได้ด้วยการ ใช้ลายเซ็นต์ ส่วนที่อยู่ด้านล่างของทุกความคิดเห็น สิ่งที่บ่งบอกว่าผู้เขียนคือใครส่วนนั้นเรียกว่าลายเซ็น นอกจากนามแฝงที่ใส่ลงไปแล้ว หลายคนก็ใส่ชื่อเว็บไซต์ของตนเองให้ผู้อื่นตามไปทำความรู้จัก ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ทำได้

ตอนลงทะเบียนเข้าใช้งานเว็บบอร์ดหลายๆแห่งจะมีส่วนที่ให้ใส่ข้อมูลลายเซ็น เมื่อท่านมีลายเซ็นที่เป็นชื่อท่านและเว็บของท่านแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเข้าไปแสดงความเห็นตามกระทู้ต่างๆ ถ้าคำตอบและคำถามของท่านเข้าท่า ตรงกับความสนใจของเขา ก็จะมีหลายคนตามไปอ่านต่อที่เว็บของท่าน และมีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าของท่านต่อไปในอนาคต

ไอเดียสร้างเว็บบอร์ดของตนเอง

เว็บบอร์ดคือชุมชนของผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกัน หากท่านมีความสนใจเรื่องใด ลองสร้างเว็บบอร์ดที่เกี่ยวข้องขึ้นมาดูสิครับ ถ้ามันมีประโยชน์ มีผู้เข้ามาใช้บริการมากๆเข้า วันหนึ่งต้องเป็นประโยชน์กับธุรกิจที่ท่านทำอยู่แน่นอน ท่านสามารถทดลองเข้าไปสร้างบอร์ดฟรีได้ที่

www.212cafe.com/freewebboard และ www.yimwhan.com

ผมมีไอเดียการสร้างเว็บบอร์ดที่คิดไว้แต่ยังไม่ได้ทำมาฝากทุกท่าน ช่วงนี้กระแสรักษ์โลกกำลังมาแรง เชื้อเพลิงแพงขึ้นทุกวัน จึงเกิดระบบคาร์พูล(Car pool) ทางเดียวกันไปด้วยกันขึ้น กล่าวคือผู้ที่มีรถและไม่ต้องการเดินทางคนเดียว สามารถหาเพื่อนร่วมทางมาแชร์ค่าน้ำมันได้ เพื่อนร่วมทางก็เดินทางสะดวกกว่าใช้รถประจำทาง เจ้าของรถก็ประหยัดค่าเชื้อเพลิง ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

ถ้ามีเว็บแห่งหนึ่งเป็นสื่อกลางให้เจ้าของรถและผู้โดยสารมาเจอกัน โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อน ใครจะเดินทางไปที่ไหนก็มาโพสต์ไว้ที่เว็บบอร์ด ผู้โดยสารที่เดินทางเส้นทางเดียวกันก็เข้ามาเลือกรถที่จะโดยสารไปด้วย แบ่งหมวดหมู่ของบอร์ดเป็นเส้นทางในกรุงเทพ และจังหวัดต่างๆน่าจะได้รับความนิยมไม่ใช่น้อย

ถามว่าแล้วเจ้าของเว็บบอร์ดจะได้อะไร เมื่อมีผู้เข้าใช้บริการมากเข้า ค่าอาจเก็บค่าสมาชิก หรือค่าโฆษณา อาจเป็นโฆษณาของภาครัฐ จำพวกกระทรวงพลังงาน หรือบริษัทเจ้าของรถยนต์ หรือน้ำมัน ยี่ห้องต่างๆ แต่ถ้ายังไม่มีโฆษณาจากที่ไหนก็เอาโฆษณาจากกูเกิ้ลมาติดแล้วรับรายได้เป็นค่าคลิกไปก่อนก็ได้ สมัครฟรีที่ www.google.com/adsense

โลกอินเตอร์เน็ตยังมีพื้นที่มากมายสำหรับไอเดียเจ๋งๆ หวังว่าคงพบเว็บทำเงินที่ท่านเป็นเจ้าของเองในไม่ช้านี้.