1 กุมภาพันธ์ 2555

ผมจะขาย eBook ของอเมซอนอย่างไร



อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าอาชีพอย่างหนึ่งของผู้เขียนคือการขายหนังสือ ออกร้านตามงาน Book Fair หรืองานสัมมนาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และช่วงต้นปีอย่างนี้มีงานชุกเสียด้วย เดือนมกราเดือนเดียวมีงาน Book Fair ในมหาวิทยาลัย 2 แห่งพร้อมๆกัน งานแบบนี้ส่วนหนึ่งขายปลีกให้กับนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร อีกส่วนคือการคัดหนังสือเข้าห้องสมุด
            งาน Book Fair มีประมาณ 3-4 วัน ผมขายหนังสือได้ ไม่ถึงแสนบาท แต่ก็ได้กำไรเป็นหมื่น เคยรู้สึกว่ามันก็คุ้มค่าแล้ว เพราะใช้เวลาแป๊บเดียวเท่านั้น แต่เมื่อได้คุยกับรุ่นพี่ที่ขายตำรา Taxtbook ภาษาอังกฤษเล่มละ 3-4 พัน เขาบอกว่ายอดขายของเขาขาดอีกไม่กี่บาทก็แตะหลักล้าน ! ทำให้ผมนึกสมเพชเวทนาตัวเองขึ้นมาทันที
            ปีนี้ผมจึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ นอกจากขายหนังสือภาษาไทยแล้วก็คิดว่าจะขายหนังสือภาษาอังกฤษด้วย พยายามติดต่อเพื่อนรุ่นพี่หรือคนรู้จักที่พอจะช่วยเรื่องนี้ได้พบว่า ขั้นตอนต่างๆไม่ใช่ง่ายๆ ต้องใช้เวลาน่าดูเหมือนกัน แต่ความเย้ายวนใจเรื่องยอดขายหนังสือภาษาอังกฤษยังไม่อาจลบออกไปจากจิตใจของผมได้ ยังไงก็ต้องลองดูสักตั้ง
            ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยี 2-3 เรื่องทำให้ผมพบทางออก หนึ่งคือเรื่องการเปิดให้บริการฟรีwifi ของกระทรวง ICT สองหรือเรื่องการแจกแทบเล็กให้กับเด็กนักเรียนตามที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้ แค่สองเรื่องนี้ก็คงปลุกกระแสโลกออนไลน์ให้คึกคัก อย่างยากที่จะมีอะไรมาฉุดไว้ได้
            ข่าวสุดท้ายเป็นเรื่องไม่ค่อยดีนักของร้านหนังสือ Borders ซึ่งเป็นร้านหนังสือยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา(ถัดจาก Barnes & Noble) ต้องปิดกิจการลง เพราะแข่งขันในตลาดไม่ไหว ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะเรื่อง e-book ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เหมือนบริษัทโกดักที่เจ๊งเมื่อเข้าสู่ยุคของกล้องดิจิตอล
            ปีนี้ผมจึงตั้งใจว่าจะปรับตัวโดยขาย e-book ขึ้นมาอีก 1 อย่าง เป็น e-book ที่ไม่ได้ผลิตเอง แต่รับมาจากเว็บ e-commerce อันดับ ของโลกที่ชื่อ amazon.com
            ตามที่เคยเล่าไว้ว่าเรามารถสมัครเป็นผู้ร่วมค้ากับอเมซอน หรือ amazon associates แล้วนำสินค้าของอเมซอนไปโปรโมท หากขายสินค้าได้เราจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากอเมซอน โดยไม่ต้องลงทุนเรื่องสต็อกสินค้า ไม่ต้องเป็นธุระเรื่องการจัดส่งและดูแลลูกค้าเลย
สมัครเป็นผู้ร่วมค้ากับอเมซอนได้ที่ https://affiliate-program.amazon.com
            ค่าคอมมิชชั่นมีตั้งแต่ 4-15% ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าและจำนวนชิ้นที่ขายได้ในเดือนนั้นๆ เช่นถ้าขายไม่ถึง 7 ชิ้นได้ 4% ถ้า 7 ชิ้นขึ้นไปได้ 6% ถ้า 111 ชิ้นขึ้นไปได้ 7% ตามตาราง นอกจากนี้สินค้าจำพวก MP3 และ เกมดาวน์โหลดได้ถึง 10% สินค้าพวกเสื้อผ้าจากเว็บพันธมิตร Endless.com และ Myhabit.com ได้ถึง 15%
            ผมทำธุรกิจจำหน่ายหนังสือจึงเลือกสินค้าในหมวดหนังสือมาจำหน่าย แต่เน้นไปที่ e-Book เพราะลูกค้าสามารถซื้อและดาวน์โหลดไปได้เลย ไม่ต้องรอการจัดส่งสินค้าเป็นเดือนๆเหมือนสินค้าอื่น ลองเข้าไปดูสินค้าของผมได้ที่ www.ebookafe.com
            ผมลงทุนจดโดเมนเนมเพียง 4-5 ร้อยบาท แล้วทำการ Forward โดเมนมายังหน้าขายสินค้าของอเมซอนที่เราเลือกไว้ ลิงค์ที่พาคนเข้าสู่เว็บอเมซอนจะมีโค้ดหรือรหัสที่บ่งบอกว่าเป็นลูกค้าที่เราแนะนำมา เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าที่อเมซอน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใดก็ตาม อาจจะไม่ใช่สินค้าที่เราแนะนำก็ได้ เราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น
            e-Book ของอเมซอนจะมีเครื่องมืออ่านโดยเฉพาะชื่อ Kindle ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2-3 พันบาท จุหนังสือได้ 3,000 เล่ม แต่ถ้าท่านไม่มีเครื่องที่ว่านี้ท่านก็สามารถอ่าน e-book ของอเมซอนได้ด้วยการลงโปรแกรม Kindle Reading Apps ใช้ได้ทั้งกับเครื่อง Pc และ Mac สมาร์ตโฟนและแท็บแล็ต
กระแส e-Book จะแรงขึ้นเพราะราคาถูกกว่าหนังสือจริง และสามารถอ่านได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่โทรศัพท์มือถือที่กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของคนยุคปัจจุบันไปแล้ว คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือจากจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือมากกว่าอ่านจากหนังสือจริงๆซะอีก
หนังสือที่เว็บของอเมซอนมีตัวอย่างให้ทดลองอ่าน ซื้อหนังสือใหม่ก็ราคาหนึ่ง ซื้อหนังสือมือสองก็ถูกลงมา หรือท่านอาจจะซื้อเป็น e-book มาอ่านก็ได้ แต่ที่ถูกสุดๆก็คือการเช่าอ่าน เมื่อครบกำหนดเวลาก็ส่งคืน ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการอ่านมากจริงๆ
การจดโดเมนเนม และสมัครค้าขายกับอเมซอนดอทคอม ตามที่ผมกล่าวมาข้างต้นใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ท่านก็สามารถทำเองได้ ขั้นตอนต่อไปผมก็จะนำ www.ebookafe.com ไปโปรโมทที่บูธขายหนังสือของผม แสดงวิธีการใช้งาน แนะนำให้ลูกค้ารู้จัก e-book เรียนรู้วิธีการใช้งาน ซื้อ e-book จากอเมซอนเป็น จากนั้นผมก็รอรับค่าคอมมิชชั่น
สินค้าที่อเมซอนดอทคอมมีมากมายหลายพันชนิด ท่านอาจจะประยุกต์เรื่องที่ผมเล่าข้างต้นกับธุรกิจของท่าน เป็นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายหนึ่งให้กับธุรกิจของท่าน เช่นถ้าท่านมีเว็บขายกระเป๋าอยู่แล้วก็อาจเพิ่มรายการกระเป๋าต่างประเทศจากอเมซอนเข้าไปอีกอย่าง เราไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มมากมาย หากขายสินค้าได้ยังได้รับค่าตอบแทนอีกต่างหาก
ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ งานบุ๊คแฟร์ของสองมหาวิทยาลัยที่ผมจะไปออกร้านยังไม่เริ่มต้น ผมนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังก่อน หลังจบงานแล้วได้ผลประการใดจะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปครับ

16 มกราคม 2555

แกะรอยผู้คนออนไลน์ email บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด



เมื่อเร็วๆนี้ผมต้องการรับสมัครพนักงานด่วน จึงใช้บริการค้นหาผู้สมัครงานของเว็บสมัครงานออนไลน์แห่งหนึ่ง ค่าบริการประมาณ 700 กว่าบาท ประกาศรับสมัครงานได้ 1 ตำแหน่ง ค้นหาผู้สมัครงานได้ 200 รายชื่อ ที่ผมเลือกเว็บแห่งนี้เพราะมีผู้สมัครในท้องถิ่นที่ผมต้องการจำนวนมาก และราคาค่าใช้บริการไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับเว็บแห่งอื่น
            เรื่องนี้พิสูจน์ว่าข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตซื้อขายกันได้จริงๆ และทำกันเป็นล่ำเป็นสันมาระยะหนึ่งแล้ว สำหรับลูกค้าใจร้อน ต้องการพนักงานมาทำงานด่วน ผมว่าดีกว่าประกาศรับสมัครงานแล้วรอให้คนโทรมาหา เพราะเราแทบจะคาดหวังอะไรจากคนเหล่านั้นไม่ได้เลย
            ส่วนใบสมัครงานจากเว็บของผู้สมัครงาน เราจะได้ข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน ทั้งอายุ เพศ การศึกษา ความสามารถต่างๆ เราสามารถเลือกให้ตรงใจ โทรไปคุย แล้วนัดมาสัมภาษณ์ น่าจะดีกว่า เร็วกว่าการตั้งรับ รอให้ผู้สมัครติดต่อเข้ามาเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
            ความจริงท่านสามารถเก็บข้อมูลออนไลน์ในเรื่องต่างๆได้เช่นกัน โดยสร้างแบบฟอร์มที่ กูเกิ้ลเอกสาร https://docs.google.com จากนั้นก็ส่งลิงค์ไปให้กลุ่มเป้าหมายของท่านกรอกข้อมูล อาจจะมีการให้รางวัลเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆ เป็นค่าเสียเวลา หากข้อมูลต่างๆเหล่านี้มีประโยชน์จริง มันจะมีมูลค่าทางธุรกิจอย่างแน่นอน
            ในใบสมัครงาน หรือ Resume จะทำให้เราทราบสิ่งต่างๆหลายเรื่อง เช่น ความสามารถในการใช้ภาษา ความเรียบร้อย ความละเอียดรอบคอบของผู้สมัครงาน เป็นต้น ผมพบว่ากว่าร้อยละ 90 ใบสมัครงานยังไม่เรียบร้อย สะกดคำผิด เขียนไม่ครบ หรือไม่มีรูปถ่ายประจำตัว
            ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อม และเราเองก็มีทางเลือกไม่มากนัก หากต้องการข้อมูลของใครมากขึ้นเป็นพิเศษ ผมก็คงต้องสืบค้นด้วยตนเอง เพียงเรามีข้อมูลบางส่วน เช่น email ชื่อนามสกุล หรือเบอร์โทรศัพท์ ก็ทำได้แล้ว
            แหล่งข้อมูลแรกคือ Facebook.com ท่านลองใส่ email ของคนที่ท่านต้องการทำความรู้จักลงไปในช่องค้นหาสิครับ ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่มักจะมีบัญชีเฟสบุ๊คเป็นของตนเองทั้งนั้น เราจะได้เห็นหน้าค่าตาเขาในหลายๆอิริยาบถ เนื้อหาของสิ่งที่เขาโพสต์บนกระดาก็บ่งบอกว่า เขาเป็นคนนิสัยใจคออย่างไร เป็นข้อมูลส่วนตัวอย่างไม่เป็นทางการเหมือนใบสมัครงาน
      หากต้องการข้อมูลของเขามากยิ่งขึ้นท่านอาจจะใช้บริการค้นหาที่ google.com ใส่ชื่อหรือ email ของเขาลงในช่องค้นหา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาจะพรั่งพรูออกมาเลยทีเดียว เป็นต้นว่า มีเว็บหรือบล็อกเป็นของตัวเองหรือเปล่า เคยไปแสดงความเห็นหรือประกาศขายสินค้าที่เว็บแห่งไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ท่านใช้ประกอบการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
       ทำนองเดียวกันหากท่านมีข้อมูลบางส่วนของลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง ท่านก็สามารถทำความรู้จักเขาให้มากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีการที่ผมกล่าวไปแล้ว email ของแต่ละคนจึงบอกสิ่งต่างๆได้มากมายเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึง หากเรารู้จักใช้ประโยชน์จากมัน
            ที่กูเกิ้ลนอกจากค้นหาเว็บแล้ว เรายังค้นหาเรื่องอื่นๆได้อีกหลายเรื่อง เช่น ค้นหารูปที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา ค้นหาบล็อกที่เขาเขียนหรือไปแสดงความคิดเห็น ค้นหาสถานที่ที่เขาอยู่หรือเคยผ่าน เขาเคยไปตั้งคำถามหรือตอบคำถามที่กูเกิ้ลกูรูหรือไม่ หรืออัพโหลดวีดีโออะไรที่ยูทูป
ลองค้นที่ email ของตัวเอง เขาเคยส่ง email ขยะมาให้เราหรือเปล่า แล้วลองเข้าไปค้นที่คลาสสิฟายด์ดังๆของที่ต่างๆ เช่น pantip.com เขาเคยไปประกาศขายของอะไรไว้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นการสะกดลอยพฤติกรรมของคนๆหนึ่งบนโลกออนไลน์ เพื่อทำความรู้จักเขาให้มากยิ่งขึ้น
            ตอนที่ผมค้นหาใบสมัครงานผมพบน้องผู้ชายคนหนึ่ง อายุยังน้อย เพิ่งเรียนจบมัธยมจากโรงเรียนชื่อดัง น่าสนใจมาก ผมคิดว่าเขาอาจจะเป็นคนที่ขาดโอกาส ทางบ้านฐานะไม่ดีต้องออกมาทำงานช่วยเหลือครอบครัว แต่เมื่อเข้าไปค้นที่เฟสบุ๊คของน้องเขาดูพบรูปประจำตัวมีรอยสักเต็มแผ่นหลัง ท่าทางหมอนี่จะเกเรไม่เบา จึงระงับความคิดที่จะเรียกเขามาสัมภาษณ์
อินเตอร์เน็ตไม่ใช่โลกแคบๆของคนจำนวนจำกัดอีกต่อไป มันสามารถให้คุณให้โทษกับผู้คนได้ ปัจจุบันจะพบว่าสื่อต่างๆมักอ้างอิงข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เช่น เชิญคนที่ทำคลิปวีดีโอ โด่งดังอยู่ในยูทูปมาออกรายการ ข่าวคึกโครมเรื่องล่าสุดก็คือเรื่อง เสก โลโซก็โดนเด้งออกจากแกรมมี่ เพราะอดีตภรรยาเอารูปเขาเสพยามาโพสต์ทางเฟสบุ๊ค

ปิดท้ายคอลัมน์ในครั้งนี้ด้วยหนังสือเล่มล่าสุดที่ผมกำลังอ่าน เป็นหนังสือที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตลาดทุกท่านน่าจะศึกษา การตลาดขั้นเทพ ชื่อภาษาอังกฤษคือ Motivational Marketing เขียนโดย Robert Imbriale  ผู้สร้างยอดขายถล่มทลายบนโลกออนไลน์ในสหรัฐอเมริกามาแล้ว
ผู้เขียนไม่ได้เรียนจบมาด้านการตลาด แต่สนใจศึกษาค้นคว้า จนเป็นมืออาชีพและทำงานด้านการตลาดให้กับบริษัทหลายแห่ง เขาเคยทำงานกับ Anthony Robbins สุดยอดนักฝึกอบรมผู้เขียนหนังสือ ปลุกยักษ์ใหญ่ในตัวคุณ (Awaken the Giant within) เป็นเวลาหลายปี และค้นพบเรื่องราวของ การตลาดที่กระตุ้นอารมณ์และจิตใจ
เขากล่าวว่านักการตลาดทั่วไปสนใจว่าจะฝึกอบรมนักขายของตัวเองด้วยเทคนิคอะไร แทนที่จะสนใจว่าลูกค้าของเขาสนใจซื้อสินค้าเพราะอะไร เขาค้นพบว่าคนส่วนใหญ่ซื้อสินค้าเพราะอารมณ์ แต่ก็พยายามหาเหตุผลมาสนับสนุกการซื้อของตัวเองให้หนักแน่นขึ้น
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องแรงกระตุ้นทางอารมณ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจ 5 ประการ การสร้างโฆษณาที่ดึงดูดอารมณ์ กลยุทธ์การโฆษณาสำหรับสื่อต่างๆทั้งสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ การทำจดหมายเสนอขาย ฯลฯ อ่านสนุก เข้าใจง่าย ได้ความรู้ดี ลองไปหาซื้อมาอ่านดูนะครับ
การประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ เพราะโลกสมัยนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องปรับตัวตาม เพียงคุณอยู่กับที่วันหนึ่งก็อาจจะพบว่าตนเองล้าหลังผู้อื่นแล้ว
ปี 2555 ที่มาถึงนี้ขอให้เป็นปีทองของผู้ที่ตั้งใจทำมาหากินทุกคนครับ.

ทำธุรกิจง่าย เร็ว ฟรี กับกูเกิ้ล พลัส



การแข่งขันอันดุเดือดของ 2 ยักษ์ใหญ่ด้านอินเตอร์เน็ตน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างเจ้าแห่งเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟสบุ๊คและเจ้าแห่งเครื่องมือค้นหาเว็บไซต์(search engine)กูเกิ้ล เพราะ 2 รายนี้มีรายได้จากผู้ลงโฆษณาเหมือนๆกัน
            ใครครองความนิยมมากกว่าผู้นั้นย่อมได้เปรียบกว่า ตอนนี้ดูเหมือนกูเกิ้ลจะเสียรังวัดนิดๆจากความนิยมเล่นเฟสบุ๊คอย่างล้นหลาม ฟังข่าววันก่อนผู้ใช้เฟสบุ๊คปาเข้าไป 800 ล้านคนทั่วโลกแล้ว หลายคนใช้เวลาคุยกับเพื่อนผ่านเฟสบุ๊ควันละหลายๆชั่วโมง ผ่านทางคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
เฟสบุ๊คมีเกมมากมายให้เล่นร่วมกัน มีแอฟมันส์ๆให้ใช้ เมื่อเร็วๆนี้เฟสบุ๊คยังประกาศว่าจะพัฒนาเครื่องมือค้นหาเว็บขึ้นมาอีก หากเป็นเช่นนั้น วันๆก็คงไม่ต้องออกจากเฟสบุ๊ค เมื่อเป็นเช่นนี้กูเกิ้ลจึงมีการปรับตัวหลายเรื่องเพื่อรองรับการแข่งขัน
เช่นสร้างเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ Buzz ซึ่งก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก แต่เครือข่ายสังคมออนไลน์ทรงประสิทธิภาพอันใหม่ค่ายกูเกิ้ลที่ชื่อ กูเกิ้ล พลัส อาจทำให้เฟสบุ๊คต้องหนาวๆร้อนๆกันเลยทีเดียว วันนี้ผมจะพาท่านไปสำรวจกัน
แรกเริ่มเมื่อกูเกิ้ล พลัสเปิดตัว เขาให้ใช้งานในแวดวงที่จำกัด เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเพื่อพัฒนาระบบ ปัจจุบันเปิดให้ใช้ทั่วไปแล้ว สมัครใช้งานได้ที่ https://plus.google.com หากท่านมีบัญชีกับกูเกิ้ล เช่น Gmail อยู่แล้วก็สามารถใช้อีเมล์และรหัสผ่านลงทะเบียนใช้งานได้ทันที
ความโดดเด่นของกูเกิ้ลพลัส คือ สามารถเลือกแวดวงที่จะให้เขาเห็นข้อความของท่านได้ เพราะบางเรื่องเราต้องการบอกกับญาติ บางเรื่องเราต้องการสื่อสารกับเพื่อน ไม่ใช่กับทุกคน ซึ่งฟังก์ชั่นนี้เฟสบุ๊คก็พัฒนาตามติดออกมาอย่างรวดเร็ว
กูเกิ้ลเป็นเจ้าของเดียวกันกับโปรแกรมเจ๋งๆที่ให้ใช้งานฟรีบนอินเตอร์เน็ตมากมาย ทั้งปฏิทิน แผนที่ ภาพถ่าย บล็อกเกอร์ Gmail ต่างๆเหล่านี้กำลังทำงานอย่างสอดประสานและเชื่อมโยงถึงกัน เป็นความได้เปรียบของผู้ที่ใช้งานกูเกิ้ล พลัส เช่นเราสามารถค้นหาวีดีโอจากยูทูบมาแบ่งปันในกูเกิ้ลพลัสง่ายๆ ที่เมนูทางขวามือ โดยไม่ต้องออกจากหน้ากูเกิ้ลพลัสเลย
บัญชีของกูเกิ้ล พลัส อาจจะใช้โพสต์เรื่องส่วนตัว แต่เรายังสามารถสร้างเพจเกี่ยวกับธุรกิจที่เราทำ หรือเรื่องที่เราสนใจได้อีกหลายเพจ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเสนอขายสินค้า อันนี้คล้ายๆกับเฟสบุ๊ค โดยเพจที่สร้างขึ้นมีรูปแบบให้เลือกคือธุรกิจท้องถิ่น, สินค้าหรือแบรนด์, บริษัท สถาบัน หรือองค์กร, ศิลปะบันเทิงหรือกีฬา และอื่นๆ
ความแตกต่างที่โดดเด่นของกูเกิ้ล พลัสคือโปรแกรมวีดีโอแชต ที่ชื่อ Hangout ที่ทำให้เราสามารถพูดคุยแบบเห็นหน้าเห็นตาพร้อมๆกันได้หลายๆคนในแวดวงของเรา ผ่านกล้องวีดีโอ หัวหน้างานหรือเจ้าของบริษัทสามารถประชุมกับลูกน้องหลายๆคนได้พร้อมๆกัน แม้จะอยู่กันคนละสถานที่ ลูกค้าก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่บริษัทแบบเห็นหน้าตาผ่านบริการนี้
เนื่องจากกูเกิ้ลพลัส อยู่ในค่ายกูเกิ้ลเครื่องมือค้นหาเว็บไซต์อันดับ 1 ฉะนั้นเรื่องใดที่เราประชาสัมพันธ์ผ่านที่นี่ ก็จะถูกค้นพบโดยง่ายจากเครื่องมือค้นหาที่ว่า โดยรวมๆกูเกิ้ล พลัสมีฟังก์ชั่นการใช้งานคล้ายเฟสบุ๊ค แต่ประสิทธิภาพบางอย่างก็เหนือกว่า อาจจะมีหน้าตาแตกต่างกันบ้าง ทำให้การใช้งานในช่วงเริ่มต้นอาจจะยังไม่คล่องเท่าไหร่ แต่เมื่อเล่นนานๆไปก็จะคุ้นขึ้นเอง
ตอนนี้ผู้ใช้บริการกูเกิ้ลพลัสยังไม่มากนัก แต่การเปลี่ยนแปลงบนโลกออนไลน์เป็นไปอย่างรวดเร็ว จำได้ว่าสมัยหนึ่งเราเคยเล่น hi5 อย่างแพร่หลาย แต่เมื่อเฟสบุ๊คเข้ามา hi5 ก็แทบจะหายเข้ากลีบเมฆ เราไม่ได้เข้าไปแตะต้องอีกเลย ผมจึงอยากแนะนำให้รู้จักกูเกิ้ล พลัสเอาไว้ ไม่เสียหลาย เมื่อยักษ์ใหญ่แข่งขันกันผู้ใช้บริการก็ย่อมได้รับประโยชน์
ในความเห็นของผม ผมคิดว่าคุณสุทธิชัย หยุ่นเจ้าของหนังสือพิมพ์เครือเนชั่นเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเขามีทั้งบัญชี เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และกูเกิ้ล พลัส มีผู้ติดตามมากมาย เมื่อมีความเคลื่อนไหวใดก็อัพเดทให้แฟนคลับทราบอย่างรวดเร็ว
หน้า 1 หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เนชั่น หรือกรุงเทพธุรกิจแต่ละวันพูดถึงเรื่องอะไร ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวของสังคมเป็นอย่างไร หนังสือของสำนักพิมพ์เล่มไหนออกใหม่ ใครที่ติดตามคุณสุทธิชัย หยุ่นทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ข้างต้นจะได้รู้ก่อนผู้อื่น
ขนาดเขามีธุรกิจใหญ่โตเช่นนั้น ยังไม่ละเลยฐานลูกค้าที่อยู่ในโลกออนไลน์ แล้วธุรกิจของคุณจะไม่สนใจมันเชียวหรือ
            ปิดท้ายด้วยข่าวสัมมนาฟรีช่วยเหลือผู้ประสพภัย ให้เริ่มต้นธุรกิจได้บนอินเตอร์เน็ต ง่าย เร็ว ฟรีของค่ายกูเกิ้ล รอบต่อไปตามวันและเวลาดังกล่าว
12 มกราคม รอบ 13:00 น. และรอบ 16:00 น. 
19 มกราคม รอบ 13:00 น. และรอบ 16:00 น. 
          สิ่งที่ผู้เข้าร่วมการอบรมจะได้รับ ได้แก่ ฟรีโดเมน พร้อมติดตั้ง Google Apps เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ฟรี  เรียนรู้การใช้ระบบอีเมลองค์กร ปฏิทินออนไลน์ เอกสาร สเปรดชีต งานนำเสนอ ฟรีเครื่องมือในการทำเว็บที่ง่าย และการประชาสัมพันธ์ไปสู่ลูกค้า และเรียนรู้การใช้ G+ Hangout เพื่อการประชุมออนไลน์แบบเห็นหน้าตา 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 4736 4790 (วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9:00-16:00) หรือ http://www.goonline.in.th/workshop

18 พฤศจิกายน 2554

โมบายเว็บค่ายกูเกิ้ล ใช้ทำธุรกิจฟรี



ลองสังเกตดูนะครับ ว่าเดี๋ยวนี้เราติดตามข่าวสารจากแหล่งใดมากที่สุด โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรืออินเตอร์เน็ต จะพบว่าสื่ออินเตอร์เน็ตนับวันจะมีบทบาทมากขึ้นทุกที เพราะมีการรายงานข่าวสารที่ฉบับไว ทันท่วงที แถมยังมีความเห็นของผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
            แล้วสังเกตดูครับว่าเดี๋ยวนี้ เราใช้เครื่องมือใดเข้าชมเว็บไซต์ต่างๆ ระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือว่าโทรศัพท์มือถือ พบว่ามีการใช้โทรศัพท์มือถือเข้าสู่เว็บไซต์ต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ และส่วนใหญ่ใช้ท่องเว็บได้
            เว็บที่เปิดด้วยโทรศัพท์มือถือหรือโมบายเว็บ ต่างจากเว็บที่เปิดด้วยคอมพิวเตอร์ทั่วไปตรงที่จะมีเนื้อหาย่นย่อกว่า ตามขนาดของหน้าจอที่เล็กกว่า องค์กรหลายแห่งนอกจากจะมีเว็บทั่วไปแล้วยังมีโมบายเว็บไว้อำนวยความสะดวกให้กับผู้เยี่ยมชมอีกด้วย ตัวอย่างเช่นเว็บมติชน www.matichon.co.th มีโมบายเว็บคือ http://m.matichon.co.th

สร้างโมบายเว็บธุรกิจ
            กูเกิ้ล ไซต์ ให้ท่านสามารถสร้างโมบายเว็บฟรีได้ที่ http://sites.google.com/mobilize  ที่นี่มีแม่แบบ(template)สำหรับการสร้างโมบายเว็บหลายแบบ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจท้องถิ่น อีคอมเมิรซ์ สังคม แต่ละอย่างก็มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่แตกต่างกันไป
            แม่แบบที่เป็นร้านอาหาร หน้าแรกจะมีส่วนที่ให้ใส่โลโก้ร้าน รูปอาหาร เบอร์โทรติดต่อ ที่ด้านล่างจะมีปุ่มเมนู คูปองโปรโมชั่น และแผนที่ แม่แบบที่เป็น Lead Generation จะมีช่องให้ลูกค้าสมัครสมาชิก กรอกข้อมูลของตัวเอง เช่น ชื่อ เบอร์โทร หรือ email เพื่อติดตามต่อไป แม่แบบอีคอมเมิร์ซจะมีปุ่มชำระเงินด้วย Google Checkout
โมบายเว็บสร้างเองได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม ถ้าท่านเล่น facebook เป็น ก็ทำได้ ตัวอย่างโมบายเว็บร้านขายหนังสือที่ผมสร้างขึ้นเชิญชมได้ที่ https://sites.google.com/site/ibookafe

ติดโฆษณาที่โมบายเว็บ
            นอกจากจะใช้โมบายเว็บแนะนำธุรกิจและขายสินค้าแล้ว ท่านยังสามารถมีรายได้จากค่าโฆษณาด้วยการนำโฆษณาของกูเกิ้ลมาติดได้อีก สมัครนำโฆษณาของกูเกิ้ลมาติดฟรีได้ที่ http://google.com/adsense
            ในส่วนเนื้อหาที่ท่านเขียนโมบายเว็บจะมีเมนูให้แทรกรูป ตรงนี้ท่านสามารถแทรกโฆษณาของกูเกิ้ลลงไปในจุดที่ท่านต้องการได้ เมื่อมีผู้เข้าเยี่ยมชมโมบายเว็บของท่านแล้วไปคลิกโฆษณาของกูเกิ้ลท่านก็จะได้รับส่วนแบ่งจากค่าโฆษณา
            โฆษณาที่กูเกิ้ลส่งมาลงในโมบายเว็บจะมีเนื้อหาสัมพันธ์กับเนื้อหาที่ท่านเขียน ท่านจะได้ส่วนแบ่งค่าโฆษณามากน้อยเท่าไหร่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าโมบายเว็บของท่านมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เป็นที่นิยมแค่ไหน มีจำนวนผู้เยี่ยมชมเท่าไหร่ เพราะยิ่งมีผู้เยี่ยมชมมากโอกาสที่คนจะคลิกโฆษณาก็มากขึ้นตามไปด้วย
           
เครื่องมือประชาสัมพันธ์เว็บ
            มีเว็บไซต์แล้วไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย สิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่เข้าชม เราจึงต้องประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เครื่องมือง่ายๆแต่ได้ผล และที่ใช้กันเป็นที่แพร่หลาย คือบอกเพื่อนๆในเฟสบุ๊ค และให้เพื่อนบอกต่อๆกันไป
หากท่านใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นเช่น Google Plus หรือ twitter ก็สามารถประชาสัมพันธ์โมบายเว็บของท่านผ่านเครื่องมือเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ยังมีคลาสสิฟายด์ที่ต่างๆที่มักให้ใช้บริการฟรี มีให้ใช้ทั้งบนอินเตอร์เน็ตและสื่อสิ่งพิมพ์
หากท่านมีงบประชาสัมพันธ์ ก็ลงโฆษณากับ Facebook หรือ Google หรือที่อื่นๆ ก็ย่อมได้ แต่วิธีการที่ผมว่าดีและน่าจะได้ผลมากๆคือ การส่งเป็นข้อความแนะนำเว็บของท่านเข้าสู่โทรศัพท์มือถือของลูกค้าเป้าหมาย ถ้าเขาสนใจก็เปิดจากโทรศัพท์มือของของเขาได้ทันที

สร้างโมบายเว็บจากโทรศัพท์มือถือ
หลังจากที่ทดลองใช้งานเครื่องมือสร้างโมบายเว็บของกูเกิ้ล ไซต์ พบว่าประสิทธิภาพยอดเยี่ยม เสียอย่างเดียวคือไม่สามารถทำงานได้จากโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต เช่น Sumsung Galaxi Tab (ลองค้น App ของแอนดรอยด์แล้วไม่มี) ทำให้การสร้างโมบายเว็บด้วยวิธีนี้ต้องเปิดจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทำเท่านั้น
แต่ผมค้นพบว่า Blogger.com สามารถสร้างโมบายเว็บได้เช่นกัน เพราะมีโปรแกรมชื่อ blogger droid ไว้เขียนบล็อกจากโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้อีกด้วย ลองดาวน์โหลดมาใช้งานดูครับ ทำสิ่งต่างๆข้างต้นได้เหมือนใน Google Site ทุกประการ
            รู้สึกเหมือนผมไหมครับว่า เทคโนโลยีสมัยนี้ก้าวหน้าพัฒนาเร็วเหลือเกิน คนอย่างเราๆไม่ต้องพูดถึงเรื่องการคิดค้นเรื่องใหม่ๆเอาแค่ติดตามใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ตามไม่ค่อยจะทันแล้ว
            แต่ลำพังเพียงรู้จักใช้งานเครื่องมือต่างๆที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ผมว่าเราก็จะได้ประโยชน์จากมันมหาศาล.

17 ตุลาคม 2554

เว็บเฉพาะกิจ


ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวน้ำท่วมยึดครองพื้นที่ของสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออื่นๆ จนถึงขณะนี้ความเดือดร้อนก็คงยังไม่หมดสิ้นไป หลายชีวิตยังต้องการการเยียวยาช่วยเหลือ  ใครพอมีกำลังก็บริจาคทรัพย์สิน สิ่งของ บ้างก็ช่วยบริจาคแรงงาน คนละไม้คนละมือ คนเราจะเห็นใจกันก็ยามยากนี่แหละ
สิ่งที่มาพร้อมๆกับภัยธรรมชาติครั้งนี้คือน้ำใจของคนไทยที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างท่วมท้น ในโลกออนไลน์มีการทวีตเตอร์รายงานน้ำท่วมและแจ้งข่าวการให้ความช่วยเหลืออย่างคึกคัก เช่น สถานีข่าวระวังภัย @Rawangpai , ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม@thaiflood ,กรมชลประทาน @PR_RID เป็นต้น
บนเฟสบุ๊คเกิดเพจรายงานสถานการณ์น้ำท่วมมากมาย ทั้งระดับประเทศ และระดับจังหวัด เช่น www.facebook.com/flood54 น้ำท่วม 54 เกาะติดสถานการณ์และการบริจาค , www.facebook.com/room2680 น้ำท่วมให้รีบบอก , www.facebook.com/k.sharing พระจอมเกล้าลาดกระบัง ปันน้ำใจช่วยภัยน้ำท่วม
            เว็บไซต์เฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้ก็ทำหน้าที่ได้อย่างแข็งขัน เช่น www.truelife.com/helptogether/flood ของค่ายทรู มีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในแง่มุมต่างๆอย่างใกล้ชิด เชื่อมต่อไปยังเว็บช่วยเหลือน้ำท่วมที่เกี่ยวข้อง สามารถรายงานข่าวน้ำท่วมด้วย MMS และ SMS สำหรับเบอร์โทรศัพท์มือถือค่ายทรู ไม่เสียค่าใช้จ่าย
            สำนักการระบายน้ำ http://dds.bangkok.go.th/Floodmon มีระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนนสายต่างๆในกรุงเทพ ทั้งแผนที่ รูปถ่าย และกราฟ นับว่าทันสมัย ละเอียดลออดีทีเดียว คงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพเป็นอย่างยิ่ง
            ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้แหล่งทำมาหากินของหลายๆท่านได้รับความเสียหาย บ้างก็ขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัว จะอย่างไรก็ตามขอให้ท่านอย่าหมดกำลังใจในการสู้ชีวิต จงเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โอกาสในการเริ่มต้นทำในสิ่งใหม่ๆ ใครจะไปรู้ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของท่านก็ได้
เดือนตุลาคมปี 2554 นอกจากจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในไทยแล้ว ยังเป็นเดือนที่สตีฟ จ็อบส์เจ้าของแอปเปิลคอมพิวเตอร์เสียชีวิตด้วย ผลงาน iPhone ,iPad ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในขณะนี้ฝีมือเขาล่ะ ตอนที่ iPad ออกมาใหม่ๆ ผมยังคิดว่าใครจะไปซื้อ คอมพิวเตอร์อะไร คีย์บอร์ดก็ไม่มี เมาส์ก็ไม่มี เอาเงินเท่าๆกันนี้ไปซื้อโน้ตบุ๊คดีกว่า
กลายเป็นว่า iPad จุดกระแสความนิยมเรื่องแทปเล็ตให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งบริษัทคอมพิวเตอร์อีกหลายแห่งแห่ผลิตแทปเล็ตตามกันเป็นแถว สตีฟ จ็อบส์เคยกล่าวทำนองว่าเขาไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้าสนองความต้องการของตลาด แต่เป็นผู้สร้างความต้องการนั้นขึ้นมาเอง ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจเลยในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเขา
สตีฟ จ็อบส์มีวิกฤติใหญ่ๆในชีวิต 3 ครั้ง ครั้งแรกคือเรื่องต้องออกจากมหาวิทยาลัย เพราะมีปัญหาเรื่องค่าเล่าเรียน เรื่องนี้ทำให้เขาได้เลือกเรียนวิชาที่เขาสนใจจริงๆ(แบบไม่เสียเงิน) เช่นการประดิษฐ์ตัวอักษร ต่อมามันเป็นความรู้สำคัญที่ใส่ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เขาผลิตขึ้น
วิกฤติครั้งที่สองคือเขาถูกออกจากบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเอง ตอนนั้นเขารู้สึกแย่มาก แต่ต่อมาเขาก็ไปตั้งบริษัทพิกซาร์ ผู้สร้างการ์ตูนแอนนิเมชั่น ทอย สตอรี่ ก่อนที่บริษัทวอลต์ดิสนี่ย์จะซื้อกิจการไป ช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบรักและแต่งงานกับภรรยาของเขา
วิกฤติครั้งสุดท้ายคือเขาเป็นมะเร็งตับอ่อน ทำให้เขาใช้ชีวิตทุกวันอย่างคุ้มค่าเหมือนว่าเป็นวันสุดท้ายของชีวิต แม้จะรักษาหายมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็กลับไปเป็นซ้ำอีกครั้ง จนกระทั่งเสียชีวิตไปในที่สุด
น้ำท่วมครั้งนี้หลายโรงงานจมน้ำเสียหาย หนึ่งในนั้นคือโรงงานมูลค่า 3,000 ล้านของคุณตัน ภาสกรนที เขาถึงกับร่ำไห้ต่อสาธารณะ เป็นความเสียหายที่หนักหนาสาหัส แต่ผมเชื่อว่าคุณตันจะฟื้นตัวกลับมาได้ใหม่ในไม่ช้า
ทุกสิ่งคือมายา โลกนี้คือละคร ชีวิตคนบางครั้งเหมือนนิยาย ก่อนจบคอลัมน์นี้ของเล่าชีวิตของคนๆหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ชายคนนี้เรียนจบเพียง ป.4 เกิดในครอบครัวชาวนาที่จังหวัดร้อยเอ็ด เข้ากรุงเทพมาทำงานโรงงานตั้งแต่อายุ 12 หลังเกณฑ์ทหาร แต่งงานมีครอบครัว ยึดอาชีพทำนา ก่อนจะย้ายเข้ากรุงเทพอีกครั้งเพื่อรับจ้างขายไอศกรีม
ต่อมาน้องชายที่ส่งลูกชิ้นให้ร้านอาหารแนะนำให้ขายก๋วยเตี๋ยว จึงลองทำดู ขายได้สักพักพบว่าเส้นบะหมี่ไม่มีคุณภาพ จึงคิดอยากผลิตเอง จึงศึกษาแล้วลองทำจนถูกใจ เริ่มจากทำขายเองในร้านเพื่อลดต้นทุน ประสบความสำเร็จ จนเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยากขายบะหมี่บ้างจึงแตกสาขาออกไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมี 2,000 กว่าสาขา
นั่นคือเรื่องราวของ พันธ์รบ กำลาเจ้าตำรับ "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" เถ้าแก่ร้อยร้าน ผู้ที่ความคิดไม่เคยหยุดนิ่ง นอกจากทำแฟรนไชส์บะหมี่แล้วยังแตกไลน์เป็น หญิงห้าข้าวหน้าเป็ด และกำลังทำ ร้านอาหารทันสมัยชื่อ พ่อชายสี่ หมี่&สเต็ก แถวปทุมธานี ลองเข้าไปอ่านเรื่องราวของเขาได้ที่ www.chay4.co.th
จากเรื่องน้ำท่วมไปถึงเจ้าพ่อไอที จบลงที่แฟรนไชส์บะหมี่ข้างถนน ทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกกับคุณว่า คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ว่าจะล้มไม่เป็น แต่ทุกครั้งที่ล้มเขาลุกขึ้นมาได้ใหม่เสมอ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ครับ.


6 ตุลาคม 2554

ธุรกิจในช่วงวิกฤติ



ดูข่าวสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่แล้วน่าเห็นใจผู้ประสบภัยเป็นอย่างยิ่ง ข้าวของเสียหาย ธุรกิจย่อยยับ หลายท่านต้องสูญเสียเพื่อนฝูงญาติพี่น้องไปกับอุทกภัยในครั้งนี้ แต่คนไทยไม่ทิ้งกับอยู่แล้ว ใครช่วยเหลือสิ่งใดได้ก็ช่วยกันหน่อยนะครับ ข้าวของเงินทองบริจาคช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน คนเราจะเห็นใจกันก็ยามยากนี่แหละ
            สำหรับบ้านใครที่ยังไม่อยู่ในเขตภัยพิบัติในครั้งนี้ก็อย่านิ่งนอนใจ ติดตามข่าวสารตามสื่อต่างๆเพื่อคอยระวังและรับมือให้ดี พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมก็ท่วมมาให้เห็นแล้ว ประมาทไม่ได้ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข ท่านสามารถติดตามข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.thaiflood.com ดูแล้วน่าตกใจ เพราะถึงวันนี้(5 ต.ค.54) มีผู้เสียชีวิต 237 ราย สูญหาย 3 ราย เดือดร้อน 8 ล้านคนแล้ว
            เว็บข่าวของทางโทรทัศน์ช่องต่างๆ ก็มีรายงานเรื่องน้ำท่วมอย่างคึกคัก เช่นช่อง 9 www.mcot.net หรือ ช่อง 7 ที่ www.ch7.com หากต้องการทราบข้อมูลอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ของท่าน อาจติดตามได้จากเว็บรายการโทรทัศน์ในท้องถิ่น เช่นที่นครราชสีมามีเคเบิ้ลทีวียอดนิยมชื่อ KcTV เว็บของช่องนี้คือ www.kctv.co.th
            หากท่านไม่รู้ว่าจะรับมือกับน้ำท่วมอย่างไร สามารถดาวน์โหลดคู่มือน้ำท่วม ได้ที่www.softbizplus.com/general/533-floods-handbook มีทั้งการเตรียมตัวก่อนน้ำท่วม ระหว่างน้ำท่วม และหลังน้ำท่วม ขณะนี้ทางราชการมีเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 5,000 บาทด้วย อ่านเงื่อนไขได้ที่เว็บกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย www.disaster.go.th
            น้ำท่วมครั้งนี้หลายพื้นที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หลายคนรับมือไม่ทัน ทำให้คิดว่าหากมีการรายงานสถานการณ์น้ำท่วมสดๆแบบรายงานสถานการณ์จราจรก็คงจะดีไม่น้อย เมื่อเร็วๆนี้ผมอ่านข่าวพบว่าแอพลิเคชั่นที่มีการดาว์นโหลดใช้งานมากที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ตได้แก่ กูเกิ้ลแผนที่ http://maps.google.co.th เพราะใช้ดูสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ได้
            มันเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมมาก ผู้ที่ใช้รถสามารถตรวจดูเส้นทางต่างๆด้วยตัวเองทันที ไม่ต้องรอรายงานจากทางวิทยุหรือโทรทัศน์ ซึ่งไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวจะรายงานเส้นทางที่เราสัญจรเมื่อไหร่ หากเส้นทางไหนสีแดงก็ให้หลีกเลี่ยง ไปในเส้นทางที่ขึ้นสีเขียว ขณะนี้รายงานได้เพียงเส้นทางหลักๆ ตามตรอกซอกซอยในกรุงเทพยังไม่แสดงผล
            สำหรับเรื่องสภาพอากาศกูเกิ้ลแผนที่สามารถแสดงผลอย่างคร่าวๆ เพียงว่าอุณหภูมิกี่องศา มีฝนตก แดดออกหรือไม่ หากมันสามารถแสดงผลได้ว่าพื้นที่ไหนน้ำท่วมระดับไหนแล้ว ก็จะดีไม่น้อย พื้นที่ใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องสัญจรไปละแวกนั้นจะได้เตรียมรับมือได้ ฝากเรื่องนี้ถึงกูเกิ้ลประเทศไทยด้วยนะครับ
            น้ำท่วมอาจทำให้หลายธุรกิจย่อยยับ แต่ก็ทำให้หลายธุรกิจรุ่งเรืองขึ้นมา เช่น ธุรกิจขายกระสอบทรายกั้นน้ำ และเรือพลาสติก ลองดูคลิปข่าวนี้ http://tinyurl.com/3b5kx6a ปีที่แล้วน้ำท่วมโคราชเรือพลาสติก 50 ลำที่ร้านของเขาขายหมดในครึ่งชั่วโมง รวมทั้งพลาสติกที่ใส่ของหนีน้ำก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
            ในวิกฤติมีโอกาสเสมอขึ้นอยู่กับมุมมอง นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล มองเห็น(โอกาส)ในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น สินค้าและบริการของเขาผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการและช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้คนได้ในอนาคต คนเหล่านี้มักคิดไปไกลกว่าคนทั่วไปหลายขั้น
            ช่วงนี้ที่เฟสบุ๊คของคุณตัน ภาสกรนที www.facebook.com/tanmaitan มีการสอนวิธีทำเสื้อชูชีพลอยน้ำได้ จากวัสดุเหลือใช้จำพวกขวดพลาสติกน้ำดื่ม ใช้งานได้จริง ทำได้ทันที เข้าท่าดีทีเดียว ลองเข้าไปดูทางยูทูปได้ที่ http://youtu.be/SzPhq7I_tFk นอกจากนี้คุณตันยังเป็นผู้บริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมรายใหญ่
            คุณตัน เป็นนักธุรกิจที่มักปรากฏตัวเป็นข่าวอยู่เสมอ เช่น การทอล์คโชว์ร่วมกับอุดม แต้พานิช หรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่กรุงเทพ แง่หนึ่งคุณตันได้ประชาสัมพันธ์ตนเองโดยอาจจะใช้เงินน้อยกว่าลงโฆษณาในสื่อบางแห่งด้วยซ้ำ และได้ภาพพจน์ที่ดีกว่าด้วย
            หลายคนอาจจะตำหนิคุณตันที่ขายกิจการโออิชิ แล้วยังมาทำชาเขียวบรรจุขวดอิชิตันแข่งกับยี่ห้อเดิมของตนเองอีก แต่เมื่อมองลึกลงไปพบว่าคนที่มาซื้อกิจการโออิชิ คือ เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง มหาเศรษฐีติดอันดับโลก คุณเจริญเคยบอกว่าหลังซื้อกิจการของคุณตัน หุ้นของโออิชิที่เพิ่มขึ้นมา มูลค่าของมันเหมือนกับว่าเขาได้โออิชิมาฟรีๆ
            เป็นไงล่ะ บอกแล้วว่าเศรษฐีเขาคิดไม่เหมือนคนธรรมดา คอลัมน์ของผมในวันนี้อาจจะไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับเรื่องออนไลน์เท่าไหร่ แต่มาชวนคุณคิดต่างและคิดบวกในช่วงสถานการณ์วิกฤติ หุ้นตก น้ำท่วม เศรษฐกิจทั่วโลกย่ำแย่ เราจะทำอะไรได้บ้าง (ไม่อยากบอกเลยว่าช่วงนี้ผมก็ได้กำไรจากการซื้อขาย Single Stock Futures)
             คนที่มองในแง่ลบอาจจะบอกว่า หากิน กับ ความเดือด ร้อนของคนอื่นละสิ ก็ว่ากันไป ถ้าจะมองให้เป็นลบมันก็ทำได้ทั้งนั้น เช่น คุณครูก็หากินกับ ความไม่รู้ ของนักเรียน หมอก็หากินกับความเจ็บป่วยของคนไข้ ร้านมินิมาร์ทอย่างเซเว่น อีเลฟเว่นเป็นพ่อค้าคนกลางที่กินหัวคิวจากผู้ผลิตสินค้ารายต่างๆ มองอย่างนี้ถึงไม่ผิดแต่มันทำให้สิ่งต่างๆดีขึ้นไหม
            ถ้าสินค้าหรือบริการของเราตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ ราคาสมเหตุสมผล ไม่เอาเปรียบใคร ไม่มีใครตำหนิเราได้หรอกครับ ตรงกันข้ามเขาจะนิยมชมชื่นเราด้วยซ้ำ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกคน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไปได้ คิดเสียว่าตอนเกิดมาเราก็ตัวเปล่า ใช้ชีวิตมาถึงตอนนี้ได้ก็นับว่ากำไรกว่าใครหลายคนแล้ว

25 สิงหาคม 2554

ทำเว็บธุรกิจให้เป็นเว็บ 2.0

สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย อธิบายว่า เว็บไซต์ที่ออกแบบโดยใช้หลักการของเว็บ 2.0 ทำให้กลุ่มผู้ใช้งานสามารถปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในลักษณะของสื่อสังคมออนไลน์ โดยกลุ่มผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเนื้อหาขึ้นเอง ต่างจาก เว็บ 1.0 ที่กลุ่มผู้ใช้ถูกจำกัดบทบาทโดยทำได้แค่เพียงการเยี่ยมชม หรือดูเนื้อหาที่ผู้ใช้สนใจ...

ตัวอย่างเว็บที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งหลายล้วนดำเนินการตามแนวทางนี้ เช่น เว็บวิกิพีเดีย www.wikipedia.org ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปช่วยกันเขียนสารานุกรมออนไลน์ขึ้นมา บล็อกต่างๆที่ให้ผู้เข้าชมแสดงความเห็นกับเนื้อหาของบล็อกได้ หรือเฟสบุ๊คที่เปิดโอกาสให้ทุกคนแบ่งปันเรื่องราว รูปถ่ายและคลิปวีดีโอ ให้แก่กันและกัน เป็นต้น

เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานว่าผู้ใช้เฟสบุ๊คประเทศไทยขยับขึ้นไปอยู่ที่ 10 ล้านคนแล้ว เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ 2-3 เดือนมานี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละเกือบแสนคน แสดงให้เห็นว่า เฟสบุ๊คเริ่มมีอิทธิพลกับชีวิตคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นและวัยทำงาน อาจจะคุยกันผ่านช่องทางนี้มากกว่าคุยกันจริงๆเสียอีก

สำหรับผม เพื่อนสมัยประถม มัธยม ที่จากกันไป ไม่ได้เจอกันนาน ถูกเฟสบุ๊คขุดค้นมาให้เจอ เกือบจะหมดแล้ว มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นดีอยู่เหมือนกันที่ได้รับรู้ข่าวคราวของเพื่อนเก่า ว่าใครทำอะไร เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน บ้างก็อยู่ต่างจังหวัด บ้างก็อยู่ต่างประเทศ ปะเหมาะเจอกันจังๆที่เฟสบุ๊คก็แชตกันสดๆเป็นชั่วโมงให้หายคิดถึง

ปัจจัยที่ทำให้เครือข่ายสังคมออนไลน์แห่งนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากช่องทางการเข้าสู่อินเตอร์เน็ตมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตยี่ห้อต่างๆ ขนาดจอดรถติดไฟแดงยังคุยกันผ่านทวิตเตอร์และเฟสบุ๊คได้ อะไรจะขนาดนั้น ไปไหนมาไหนเห็นเด็กวัยรุ่นจ้องโทรศัพท์มือถือจิ้มนิ้วกันวุ่นวาย

จากผลการวิจัยพบว่าเรื่องต่างๆที่เพื่อนแนะนำให้เพื่อน มีโอกาสสูงที่จะได้รับการตอบรับมากกว่าปฏิเสธ จึงไม่น่าแปลกใจที่เว็บทั้งหลายต่างก็เพิ่มปุ่ม แบ่งปัน ให้เพื่อนทั้งบนเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์ สินค้าและบริการต่างๆเริ่มตบเท้าเข้ามาใช้บริการโฆษณาบนเฟสบุ๊ค จนค่าโฆษณาที่เว็บแห่งนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ลองมาดูตัวอย่างของเว็บชั้นนำในประเทศไทยที่ใช้ประโยชน์ของเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์และเฟสบุ๊ค เว็บหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ www.bangkokbiznews.com สื่อแห่งนี้ส่งเสริมให้นักข่าวใช้ทวิตเตอร์รายงานข่าว จากนั้นก็นำมารีทวิตบนหน้าเว็บให้คนทั่วไปอ่าน นับว่าเป็นการรายงานข่าวอย่างฉับไวทันใจยิ่ง

เว็บหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ www.posttoday.com มีส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการรายงานสภาพการจราจรในกรุงเทพ ให้คนทั่วไปแชร์ต่อทางเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ได้ เว็บทั้งสองแห่งข้างต้นยังมีการทำแบบสอบถามหรือโพลล์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ แล้วคลิกดูผลโพลล์ได้ทันที

สำหรับเว็บมติชน www.matichon.co.th มีการนำเวทีแสดงความคิดเห็นหัวข้อต่างๆ มาไว้ที่หน้าแรก หลายความคิดเห็นสร้างสรรค์ น่าสนใจมากทีเดียว ผู้อ่านมีส่วนร่วม และเนื้อหาเว็บก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นวิธีการเดียวกับเว็บที่มีผู้เข้าชมเป็นหลักแสนอย่าง www.sanook.com และ www.mthai.com ทำงานอยู่

ลองเข้ามาดูเว็บที่ต้องอัพเดทข้อมูลข่าวสารแบบชั่วโมงต่อชั่วโมงอย่างเว็บราคายาง http://rakayang.net นอกจากเจ้าของเว็บจะนำข่าวสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับยางพาราขึ้นที่หน้าแรกแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมเว็บแชตกันสดๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร คนที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่สนใจเรื่องดังกล่าวก็ได้อ่านกันเพลินๆ

วิธีการเชตกันสดๆมีหลายธุรกิจ เช่น อีเบย์และทรูนำไปใช้ในลักษณะคล้ายๆ Call Center ไว้คอยตอบคำถามและข้อสงสัยให้แก่ผู้ใช้บริการอีกด้วย หากท่านต้องการเครื่องมือนี้ไปติดที่เว็บของท่าน yahoo จะมีชื่อเรียกว่า Pingbox นำไปใช้ได้ฟรี ที่ http://messenger.yahoo.com/pingbox/studio

ถ้าต้องการให้ดูเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้นอาจใช้บริการที่ www.thailivechat.com มีทั้งแบบให้ใช้บริการฟรี และเสียเงินเดือนละ 400 บาท แน่นอนว่าอย่างหลังก็จะทำงานได้มากกว่า โปรแกรมนี้เป็นเจ้าของเดียวกับสถาบัน Netdesign

ปกติองค์กร บริษัท ห้างร้าน นอกจากจะมีเว็บของตนเองแล้วยังมีเฟสบุ๊คเพื่อสื่อสารอย่าง
ฉับไว และไม่เป็นทางการอีกด้วย ท่านสามารถเชื่อมเว็บองค์กรและเฟสบุ๊คเข้าด้วยกัน โดยเข้าไปที่
http://th-th.facebook.com/badges ลงทะเบียนเฟสบุ๊คแล้วนำ แล้วเลือกโค้ตจากที่นี่ไปติดที่เว็บหรือบล็อกของตนเอง

เมื่อท่านเขียนสิ่งต่างๆบนเฟสบุ๊ค สิ่งเหล่านั้นมันก็จะไปโชว์ที่เว็บของท่านด้วย ทำให้เว็บของท่านมีความเคลื่อนไหว ไม่น่าเบื่อและเป็นช่องทางให้ลูกค้าของท่านติดต่อท่านได้อีกทางหนึ่ง มีคำถาม ข้อสงสัย หรือสนใจเรื่องใดก็โพสต์ไว้ที่เฟสบุ๊คของท่านได้เลย

การทำให้เว็บไซต์ขององค์กรบริษัทของท่านปรับเปลี่ยนเป็นเว็บ 2.0 ด้วยการเพิ่มส่วนต่างๆให้ผู้เข้าชมเว็บได้มีส่วนร่วม อาทิ แชตคุยกันได้ หรือแสดงความเห็นบนเนื้อหา หรือกด Like ผ่านเฟสบุ๊คได้ ทำให้เว็บไม่จืดชืด ตื่นตาตื่นใจ และผู้เข้าชมเว็บรู้สึกผูกพัน อยากเข้ามาเชี่ยมชมเว็บในครั้งต่อไปอีกเรื่อยๆ

แล้ว(คง)ไม่นานผู้เข้าชมเว็บเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นลูกค้าที่จงรักภักดีต่อท่านในท้ายที่สุด.